เคยได้ยินอาจารย์พูดว่าการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกับตาบอดคลำช้าง ตอนนั้นที่ได้ยินเป็นครั้งแรกก็ยังไม่คอยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นอาจารย์ก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้ฟังมากนัก จนช่วงนี้ใกล้สอบ Qualifying Examinaion ได้มีเวลาในการใช้ความคิดมากขึ้น ก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่ามันคืออะไรนั้นเอง (ตามความเข้าใจของผมนะคราบบบ^^) จนมาเป็นที่มาของบทความนี้ครับ ก่อนอื่นควรเริ่มต้นที่นักวิทยาศาสตร์ดีกว่าว่าคือใคร แล้วเค้าคนนี้ทำอะไรบ้าง นิยามสั้นๆก็คือ ผู้ค้นหาหรือเสาะแสวงหาความจริงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ และหน้าที่ที่สำคัญอีกประการก็คือ การเผยแพร่ความจริงนั้นๆให้เป็นที่ได้ทราบโดยทั่วกัน (อันนี้สำคัญมากครับ เพราะถ้าไม่มีข้อนี้แล้วก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เหตุผลก็คือ...? ลองคิดดูเองดีกว่าครับ ผมเชื่อว่าน่าจะคิดออก) แล้วตาบอดคลำช้างหล่ะคืออะไร ก็ตรงตัวเลยครับไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยได้ยินกันมาแล้ว คำถามก็คือ แล้วมันเกี่ยวข้องกันหรือไม่อย่างไร คำตอบก็คือ มันเกี่ยวข้องกันแน่นอน เพราะผู้เขียนต้องการให้มันเกี่ยวข้องกัน...อ้าว... ในทางวิทยาศาสตร์ถ้าเราพบข้อสงสัยขึ้นว่าทำไมสิ่งที่เค้าพบก่อนหน้านี้มันไม่เป็นเช่นนี้ หรือทำไมเป็นอย่างนั้นหล่ะ จากการประมวลผลด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ก็จะเกิดสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ขึ้น และจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็จะทำการทดลองเพื่อทดสอบสมมุติฐานนั้นๆ ซึ่งสุดท้ายสิ่งที่ได้ก็คือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นๆ บางคนบอกว่ามันคือ piece of evidence หรือชิ้นส่วนของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เมื่อรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากๆเข้าเราก็จะเข้าใจสิ่งที่เราศึกษาได้อย่างดีขึ้นนั้นเอง มาถึงจุดนี้เริ่มเห็นความเกี่ยวข้องกับตาบอดคลำช้างรึยังครับ? อย่างที่เราก็รู้ๆกันคนตาบอดนั้นเมื่อคลำช้างแต่ละส่วนได้ก็จะบอกไปต่างๆนานาตามที่ตัวเองเข้าใจ ซึ่งถ้าถามว่าเค้าผิดไหม คำตอบก็คือ ไม่ผิด เพราะสิ่งนั้นก็คือก็คือข้อมูลที่เขาได้รับมา ซึ่งแต่ละคนก็ได้รับมาไม่เหมือนกัน ซึ่งถ้านำมาเปรียบกับวิทยาศาสตร์แล้ว ก็คือแต่ละคนก็พบหลักฐานที่ต่างๆกัน หรือ piece of evidence ที่แตกต่างกันนั้นเอง พอเรานำสิ่งเรานั้นมารวมกันเข้า เราก็จะเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังศึกษาได้ดียิ่งขึ้นหรือเข้าใจในลักษณะของช้างมากขึ้นนั้นเอง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคนตาบอดจะต้องมีการพูดคุยกับคนตาบอดคนอื่นๆเพื่อบอกว่าตัวเองได้คลำพบกับอะไรมาบ้าง ซึ่งอาจมีโต้เถียงว่ามันเป็นยังนั้น ยังนี้ไม่ใช่หรือ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็จะนำมาสู่การเข้าใจลักษณะช้างได้ดียิ่งขึ้นของคนตาบอดเหล่านั้น ก็กลับมาสู่นักวิทยาศาสตร์บ้าง ในตอนต้นผมได้บอกว่านักวิทยาศาสตร์จะต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลให้ได้ทราบกัน ซึ่งถ้าไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลขึ้นก็จะทำให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์กว่าจะพิสูจน์ว่ามันเป็นความจริงคงใช่เวลานานมาก เพราะแต่ละคนก็มัวแต่จะทดสอบในแต่ละมุมที่สงสัยเท่านั้น ขาดการเชื่อโยงขึ้น ซึ่งจะทำให้การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นได้ช้าลง มาถึงจุดนี้คงไม่ต้องสงสัยแล้วนะครับว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่สิ่งที่จะต้องเน้นย้ำอีกครั้งก็คือ อย่างลืมเผยแพร่ความรู้ที่ตัวเองได้มาให้กับผู้อื่นนะครับ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดอยู่แค่วงการวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะครับ วงการไหนๆก็ทำได้ คนวัยไหนก็สามารถทำได้ทั้งนั้นนะครับ (จบบทความแรกแล้ว เย้ ดีใจจังเลย^^)