วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

นี่มันวันอะไรเนี้ย...สุดยอดแห่งความหงุดหงิดเลยว้อย!!!

บทความนี้ติดเรตสุดๆ ใครรู้ตัวว่ายังเด็ก ข้ามไปอ่านบทความอื่นเถอะครับ เพราะบทความนี้ขณะเขียนอยู่หงุดหงิดสุดๆ แบบทนไม่ไหวแล้วว้อย วันอะไรว่ะเนี้ย...

วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทำแลปอยู่ก็ดันเตะถูกถังแอลกอฮอล์ซะงั้น...(ไม่หงุดหงิดแต่เจ็บตีน)

เซลล์ก็ตาย...(หงุดหงิด)

ELISA plate reader กว่าจะอ่านได้ก็ปาเข้าไปตั้ง 10 กว่าครั้ง แถมรอนานอีก...(หงุดหงิดกว่าเดิม)

ผลแลปดัน fail อีก โอ้อาไรเนี้ย...(หงุดหงิดมากกว่าเดิม)

พลาสมิดก็ดันหาไม่เจออีก...(มารู้ทีหลังว่าเลิกผลิตไปแล้ว เฮ้อ)...(หงุดหงิดเหนือคำบรรยาย)

ติดต่อพนักงานขายไม่ได้อีก เพราะดันไปขายอยู่ต่างจังหวัด...(หงุดหงิดเข้าไปอีก)

แล้วจะทำ QE เสร็จได้ไงเนี้ย เพราะติดต่อพนักงานขายไม่ได้ เฮ้อ Budget ฉานนน จาทำทันไหมหนอ...(หงุดหงิดมั๊กๆ)

ข้าวก็ดันกินไม่ค่อยลงอีก...(หงุดหงิดขั้นเทพ)

แต่ก็ยังไม่เท่ากับ...ที่สุดแห่งความหงุดหงิดปิดท้ายก่อนนอน

ณ เวลา ตี 1 กับอีก 37 นาที ของวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ได้มีไอ้บ้าขั้นเทพโทรศัพท์มายังห้องนอนของข้าพเจ้า

ไอ้บ้าขั้นเทพ: นอนยังครับ
ผม: ยังครับ มีอะไรรึป่าวครับ (ถามไปงั้นแหละ รู้แต่ว่าคนปกติไม่มีใครโทรมาเวลานี้หรอก)
ไอ้บ้าขั้นเทพ: ชักว่าวด้วยกันไหม
ผม: ... (เงียบสักพักให้มันหงุดหงิดเล่น) ผมชักว่าวไปแล้วครับ (มาดูดิใครจะบ้าได้กว่ากัน สาดดด)
ไอ้บ้าขั้นเทพ: ... (เงียบแล้วเสือกวางสายกูไปอีก)
ผม: วางสาย (มึงวางได้ กูก็วางได้ สาดดด)

กริ๊กๆๆๆ...

ไอ้บ้าขั้นเทพ: ฮัลโหลได้ยินรึป่าวครับ
ผม: ได้ยินครับ มีอะไรเหรอครับ ทำไมถึงอยากชักว่าวกับผมด้วยครับ (ทำไมแม่งต้องมาทำตัวสุภาพด้วยว่ะ?)
ไอ้บ้าขั้นเทพ: ชักว่าวด้วยกันมันสนุกกว่าชักคนเดียวครับ
ผม: (คิดในใจ แม่งบ้าดีว่ะ เหตุผลอะไรของมึงเนี้ย...กูเห็นหน้ามึงตัวผู้กูก็เกิดอารมณ์...อยากกระทืบคนแล้ว สาดดด) งั้นผมไปหาคุณดีไหมครับ (ถ้ามึงบอกห้องมึงน่ะมึง มึงได้ชักว่าวกะส้นตีนกูแน่)
ไอ้บ้าขั้นเทพ: งั้นผมไปหาคุณดีกว่าครับ
ผม: (คิดในใจ shit! แม่งเสือกฉลาดอีก)ไม่ดีกว่าครับ กำลังทำงานอยู่ และคุณรู้จักผมได้อย่างไรครับ
ไอ้บ้าขั้นเทพ: ผมก็สุ่มเบอร์โทรไปทั่วแหละครับ
ผม: (คิดในใจ กูเชื่อมึงก็โง่แล้วสาดดด ห้องพักมีตั้งเยอะ ทำไมมาลงที่กูว่ะ) อ๋อ อัลโหลๆ ได้ยินที่ผมพูดรึป่าวครับ
ไอ้บ้าขั้นเทพ: ...แกร็ก
ผม: ...(แม่งเสือกชิงวางสายใส่กูอีกแล้ว อะไรของมึงว่ะ กูยังไม่มีอารมณ์ร่วมเลยสาดดด)

~~~จบ~~~

การคุยกับไอ้บ้าขั้นเทพ (หรือเรียกมันไอ้โรคจิตดีว่ะ) สอนให้รู้ว่า ผู้ชายก็ยังมีโอกาสเจอพวกโรคจิตได้ โดยเฉพาะกับผู้ชายหน้าตาดี เช่น ข้าพเจ้า (...ถุย เมิงบ้าป่าว!!!) ดังนั้นวิธีป้องกันตัว คือ ต้องทำตัวโรคจิตกว่ามันแล้วจะรอดพ้น เพราะมันไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ในกรณีของข้าพเจ้านั้นไม่ต้องฝึกซ้อมอะไรมาก คิดว่าทำไมมันอ่อนจังว่ะ! อย่าให้กูรู้ห้องมึงนะสาดดด!!!

ฝากถึงผู้ที่เจอบุคคลที่เราควรเรียกว่าผู้มีภาวะบกพร่องทางสภาพจิต เราไม่ควรกลัวหรือแตกตื่นแต่ควรนิ่งๆไว้ ไม่งั้นมันจะได้ใจสำเร็จตามเป้าหมายมัน ซึ่งถ้ามันทำสำเร็จมากๆ มีแนวโน้มว่าบุคคลพวกนี้จะย่ามใจและอาจนำพาไปสู่การข่มขื่นได้ (ที่เคยอ่านเจอ ผู้หญิงมักเป็นเหยื่อ แต่ก็ไม่แน่! จากเหตุการณ์ของข้าพเจ้า... คำเตือน:ผู้ชายทั้งหลายโปรดระวังข้างหลังของท่านให้มากๆ)

นี่มันวันอะไรของฉานนนเนี้ย!!! >_< ไปนอนดีกว่าว้อยยย!!!

แต่แล้วเหตุการณ์ที่ควรจะเป็นอดีตก็ดันเสือกยังไม่จบ แถมหงุดหงิดระดับเทพเจ้าเลย สาดดด!!!

ณ เวลา 1 ทุ่ม กว่าๆ ของวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผมก็นำเรื่องราวไปเล่าให้กับผู้ดูแลหอฟัง (เวลาประมาณ 19.00-19.20 น.) จะไปถามว่าใครว่ะโทรมาตอนดึกๆ เค้าก็บอกว่ามันดูไม่ได้เพราะเป็นโทรศัพท์ภายใน อ้าว!!! "แล้วผมทำไงดีครับเนี้ย?" เค้าก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะรู้จักหน้าตาหมดไม่น่าจะมีนะ ถ้ามีก็คงเป็นแต่กะเทยแหละ คงมีคนแอบชอบเรามั้ง แถมที่นี้ยังมีกล้อง CCTV จับไปยังห้องของผมอีก ผมก็ดูในคอมของเค้าก็ภาพชัดดี โอเคไม่น่ามีปัญหา "ได้ครับๆ งั้นผมฝากเรื่องให้ช่วยดูแลหน่อยนะครับ เพราะรำคาญครับไม่ได้กลัวอะไรหรอก" "ถ้าพี่เจอเจ้าของหอก็ช่วยบอกเค้าให้ด้วยนะครับ เพราะเผื่อมันมาหาผมแล้วผมป้องกันตัวเอง โดยแทงมันตายไป เดี๋ยวทางหอจะเดือดร้อนครับ ว่าปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้ได้ยังไง" ระหว่างกำลังจะกลับไปห้องตัวเอง เรื่องราวอันแสนหงุดหงิดได้บังเกิดขึ้น พี่เค้าก็พูด"เฮ้ย! ทำไมกล้องมันเบี้ยวว่ะ" ผมก็รู้สึกว่ามันเบี้ยวไปจริงๆจากที่เคยจับเห็นหน้าห้องผมแบบเต็มๆ ก็เหมือนมีการพยายามทำให้มุมกล้องหันไปทางอื่น ซึ่งจากการสรุปของผมกับพี่เค้าเชื่อว่าเป็นฝีมือของไอ้โรคจิตนั้นเอง (เวลาประมาณ 19.30 น.) (ผมคิดในใจ แม่งเสือกมาได้ยินกูพูดอีกสาดดด สงสัยต้องมีเลือดออกแน่ๆงานนี้ ไม่มึงก็กูหล่ะว่ะ!!!)

พี่ที่ดูแลหอเริ่มเครียด ไปเรียกลูกน้องให้มาหันกล้องให้เข้าที่มุมเดิม "เอาเก้าอี้ไปด้วยนะเว้ย กล้องมันอยู่สูง" ผมเลยยิ่งมั่นใจครับว่ากล้องก็สูง คนปกติจะไปยุ่งกะมันทำไมว่ะ นอกจากมึงเท่านั้น (จริงๆ การที่กล้องมันเบี้ยวไป ผมไม่รู้สึกกลัวเลยครับ กับยิ่งดีต่อผมซะอีก เนื่องจากพี่เค้าจะยิ่งเชื่อว่ามีการคุกคามกันเกิดขึ้นจริง กลายเป็นว่าพี่เค้าเริ่มเครียดแทนผมอ่ะ) เหตุการณ์จบประมาณ 19.35-19.40 น.

แต่ไม่แน่คืนนี้อาจได้เจอกันอีก ถ้ามึงโทรมาหากูน่ะสาดดด...(ต้องไปคิดประโยคเด็ดๆไว้รับมือดีกว่า เพื่อเป็นการระบาดอารมณ์ที่มันก่อไว้+สั่งสอนมัน เหอะๆ)

บทวิเคราะห์เผ่าพันธุ์ของไอ้โรคจิต

เนื่องจากยังหงุดหงิดค้างอยู่เลยต้องมาระบายทาง blog เนี้ยหล่ะว่ะ (ถ้าอยู่ในดราก้อนบอลน่ะ เมิงเจอพลังคลื่นเต่ากูไปแล้วสาดดด!!!)

ขอออกตัวก่อนครับว่าไม่ได้มีเจตนาหลบหลู่เผ่าพันธุ์ของท่านๆทุกคน เพราะผมก็รู้จักคนดีของแต่ละเผ่าพันธุ์เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งนี้เป็นการวิเคราะห์จากความน่าจะเป็นภายในที่พักของผมเท่านั้น

อันดับแรกต้องพูดถึงที่พักของผมหน่อย...มันคือหอพักชาย ซึ่งมันจะมีแต่ตัวผู้เท่านั้นที่สามารถมาพักได้! เพราะฉะนั้นเผ่าพันธุ์ของผู้ชายเดี๋ยวนี้วิวัฒนาการไปหลายระดับ อาจแบ่งง่ายๆได้ดังต่อไปนี้

กลุ่มที่ 1: ผู้ชายแท้ๆแบบข้าพเจ้า ซึ่งมีความเห็นว่าผู้หญิงนั้นเป็นดอกไม้ที่สวยงาม คอยแต่งแต้มสีสันให้กับโลกใบนี้ (วิวัฒนาการรุ่นแรก)

กลุ่มนี้ไม่น่าใช่อยากแน่นอน เพราะจะไม่มีทางเกิดอารมณ์กับผู้ชายแน่นอน (based on ตัวเอง) ยังจำได้ไหมแม่งชวนผมไปชักว่าวกับมันพร้อมกัน ดังนั้นมันสามารถเห็น"ของ"คนอื่นแล้วยังมีอารมณ์จึง rule out หรือขีดฆ่ากลุ่มนี้แน่นอน

กลุ่มที่ 2: กะเทยจ้า (วิวัฒนาการรุ่นต่อมา)

กลุ่มนี้ถ้ามันโทรมาจริงมันคงไม่ชวนผมแค่ชักว่าวกับมันแน่นอน คงชวนผมไปทำอย่างอื่นมากกว่าชักว่าวเฉยๆ อีกทั้งถ้าเป็นกะเทยน้ำเสียงของมันต้องบอกเป็นนัยๆ เช่น เสียงของคนกลุ่มนี้ส่วนมากจะแหลมๆ เป็นต้น แต่ที่ผมเจอนี่ไม่ใช่ครับ ต้องขอบอกว่าเสียงแม่งหล่อกว่าผมอีกครับ ดังนั้นก็ไม่น่าใช่กลุ่มนี้ครับ

กลุ่มที่ 3: เกย์ + เก้ง กวาง อ้อย (วิวัฒนาการขั้นสุดยอดในยุคปัจจุบัน...พวกนี้ใกล้จะครองโลกแล้วคราบบบ!!!)

ไม่รู้จะพูดอธิบายถึงกลุ่มนี้อย่างไรเนื่องจากข้อมูลเยอะมากและเหมือนเป็น UFO (แบบฉบับของผมเอง) ครับ คือ Unidentified flying organism นั้นเอง แปลง่ายๆครับคือ "สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถบ่งบอกลักษณะได้และแม้งอยู่ๆก็จะเจอมันครับเหมือนกับว่าแม้งจาบินเข้ามาหากรูซะงั้น" (ผมจะโดนพวกนี้ตามฆ่าผมไหมเนี้ย...กลุ่มที่2 มาช่วยผมด้วยคราบบบ)

อันดับแรกเลยเสียงของคนกลุ่มนี้มักจะหล่อ และพูดจาดูดี (เอ๊ะเริ่มเข้าเค้า) เผ่าพันธุ์นี้สามารถชักว่าวพร้อมๆกันได้โดยไม่รู้สึกอะไร และมีแนวโน้มว่าคนยิ่งเยอะยิ่งมัน (อันนี้สอบถามจากท่านปรมาจารย์ของเผ่าพันธุ์นี้...มันคือเพื่อนผมเองครับ)

บทสรุป:

ถ้าท่านติดตามเรื่องราวมาตลอดท่านจะรู้ครับว่าน่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ไหน (น่า=เป็นการคาดคะเนครับ ผมไม่ได้บอกนะครับว่าเป็นกลุ่มนั้นหรือกลุ่มนี้)

~~~สุดท้ายแต่ไม่แน่ใจว่าจะท้ายสุดของบทความนี้หรือป่าว~~~

กรุณาดูแลคนของเผ่าพันธุ์ท่านด้วยครับ เพราะว่าคนพวกนี้ ขอเรียกว่าตัวเฮียแล้วกัน (ตัวเฮีย = "ตัวเงินตัวทอง" หรือ"ไอ้บ้าขั้นเทพ"ที่เลเวลอัพสูงสุดแล้วนั้นเอง) จะทำให้เผ่าพันธุ์ของท่านเสื่อมเสียชื่อเสียงครับ

~~~หวังว่าเมิงคงอยู่เฉยๆนะสาดดด...ไม่งั้นเจอตำรวจแน่นอน!!!~~~

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Following the foot steps... Good or Bad things?

If i have free time i will go finish this ja...please wait...

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The Dark Side in My Memory

ขอมอบบทความนี้แด่"ไอ้บ้า"...ที่อยู่ในความทรงจำ
~
ทำไมต้องเป็นด้านมืดหน่ะเหรอ?
โอ้ย...ง่ายนิดเดียว
ถ้าสิ่งนั้นอยู่ในมุมที่สว่างกับมุมมืด...อะไรหาง่ายกว่ากันหล่ะ?
เพราะฉะนั้นเมื่อมันหายากมันก็ต้องมีค่ามาก...ใช่ไหม?

บทความนี้แค่ต้องการเตือนสติ สำหรับผู้ที่ไม่รู้ว่ารอบๆตัวเขานั้นมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นมากมาย
แค่นำมันออกมาจากความคิด แค่นั้นคุณก็จะรู้ว่าสิ่งดีดีนั้น...อยู่ใกล้ตัวคุณมาก...

เฮ้ย! มึงแกล้งน้องกูเหรอว่ะ...
~
เดี๋ยวกูจัดการมันให้...
~
มึงมีอะไรบอกกูเดี๋ยวกูช่วยมึงเอง...
~
ไม่อยากเป็นลีดเหรอ เอ้อ เดี๋ยวกูบอกเพื่อนกูให้...
~
เออ! เดี๋ยวกูไปบอกแม่แทนมึงเอง...
~
เฮ้ย! ไปกินข้าวกับกูป่าว เดี๋ยวกูเลี้ยงมึงเอง...
~
เดี๋ยวกูซื้อมือถือให้ เอาป่าว...
~
การ์ดจอเหรอ...ง่ายนิดเดียว เดี๋ยวนี้แรมถูกจะตาย กูซื้อให้มึงด้วยก็ได้...

...

มึงก็มีดีนิหว่า...ขอบคุณน่ะ...เฮีย ^^
~
เรื่องราวเหล่านี้คงไม่มีวันจบ...เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต...ของพวกเรา
~~~~~~~~~~~
Dedicated to the person who live in my memory
~
Why...Dark Side?
Just take it easy
If you want to find something in the light or dark room, which one you will find easier...
Thus, If you spend long times to find it...that mean it's value to you...Right?

I just want to wake the persons who never known the good things up...around you
Just bring it out of your mind and you will see that...Closest to you...

Hey! What did you do to my younger bro...
~
I will take it for you...
~
If you have something, please tell me, i will do it for you...
~
You did't want to join cheer leader teams...Ok, i will talk to my friends to help you...
~
Ok! i will talk to our mom for you...
~
Hey! Did you want to find something to eat with me...don't worry...i will buy it for you...
~
Did you want your new smart phone...i could give it to you...
~
VGA card?...It's easy because the price of ram is too low at this times...

...

Thanks for your kindness, Big bro ^^
~
This story will never end...because it's part of my life...our life

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Voice of Inspiration

ทำไมผมต้องมานั้งเขียน blog ด้วยเนี้ย?
จำได้ว่าเคยคิดนิหน่าว่าเขียนไปทำไม เหมือนเป็นการเอาเวลาไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ เอาเวลาเขียน blog ไปทำอะไรได้อีกเยอะแยะเลยเลย แล้วทำไมต้องมานั้งเขียนหว่า???
คิด คิด คิด แล้วก็คิด เฮ้อ!!! นึกไม่ออกอ่ะ >_<
โดเรมอนนน!!!...ขอยืมไทม์แมชชีนหน่อนน้า
ย้อนไปเมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว...
ผมกำลังนั้งเครียดเพื่อเตรียมตัวสอบ QE อยู่ รู้สึกเบื่อๆก็เลยจะไปหาข่าวฟัง ดูซิว่าตอนนี้บ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้าง ระหว่างที่ฟังข่าวไปก็ทำ QE ไปด้วยเพลินๆ ทันใดนั้นเองในรายการวิทยุคลื่นหนึ่งที่ผมฟังอยู่ก็ได้มีช่วงที่แนะนำของอร่อย... ว้าวเยี่ยมเลยกำลังเบื่อสุดๆเลย เรามันเกิดมาเพื่อกินอยู่แล้วนิ แล้วก็ตั้งใจฟังเต็มที่ พอเข้าช่วงต้นรายการก็จะมีการแนะนำพิธีกรที่จะพาเราไปหาของอร่อยกิน ฟังครั้งแรกก็แปลกใจทำไมมีการบอกชื่อเว็บด้วยหว่า...งงนิดหน่อย เพราะปกติจะบอกตอนสุดท้ายของรายการไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมเว็บมันไม่สื่อถึงของอร่อยเลยหว่า? OK ไหนลองเข้าเว็บไปดูหน่อย อาจทำให้เราหายเครียดได้ ก็เปิด IE พิมพ์ชื่อ url ไปใน address bar ปรากฏว่ามันพาไปเข้าเว็บอะไรก็ไม่รู้...เซ็งเลย T_T ไม่เป็นไรช่างมันเดี๋ยวพรุ้งนี้ลองฟังอีกที
จากการตั้งใจฟังในวันต่อมา ได้ความจริงอยู่ 4 ข้อ คือ 1.ฟังถูกแล้วนิหว่า 2.เดี๋ยวนี้เค้าบอกชื่อเว็บกันต้นรายการแล้วเหรอ? หรือว่า สงสัยเราคงเตรียมสอบ QE แบบไม่ลืมหูลืมตาจริงๆ เลยไม่รู้ว่าตอนนี้เค้านิยมกันแบบนี้ 3.เสียงเธอน่าไปพากย์การ์ตูนน่ะรับรองเด็กๆชอบแน่ๆ (รวมผมด้วย^^) 4.เธออธิบายได้ดี ไม่เครียด ไม่เป็นวิชาการมากนัก แถมฟังแล้วเพลินดีด้วย ฟังไปฟังมารู้สึกว่าทำไมมันจบเร็วจังอ่ะ...เซ็งอีกแล้วT_T คราวนี้มั่นใจฟังไม่ผิดแน่ เปิด IE พิมพ์ใหม่ ลองใหม่ดูดิจะเข้าได้ไหม...
เหมือนเดิมเลยอ่ะ...ของกินปายหนายยย...
ยังมีความพยายามต่อโดยไปถามอาจารย์ google พิมพ์ชื่อ url ลงไป ปรากฏว่าเจอแต่อะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ของกิน แถมเว็บมันยังไม่สื่ออะไรที่เกี่ยวของกับเธอคนนั้นเสียอีก +_+ เลยมานั้งคิดว่าชื่อตัวแรกมันต้องมีปัญหาแน่ คิดไปคิดมา จาก Dictionary บ้าง อาจารย์ google บ้าง เลยได้ข้อสรุปว่าชื่อตัวแรกมันต้องไม่มีใน Dict แน่ๆ...โห อะไรเนี้ย (ประมาณว่าเซ็งสุดๆ+ถ้าหาเว็บไม่เจอมันไม่มีอารมณ์ทำ QE เลยอ่ะ) เลยเอามาเขียนเป็นภาษาไทยก่อนแล้วมานั้งคิดว่ามันจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ไงบ้าง จากการลองผิดลองถูก (ให้นึกถึงโคนันตอนกำลังคิดหาคำตอบของคดีอยู่)
ก็เดาถูกจนได้!!!
เมื่อเข้าไปในเว็บครั้งแรกต้องบอกเลยครับว่ามี pop up เด้งขึ้นมาเต็มหัวไปหมด เธอก็อายุพอๆกับเรานิหว่าแต่ทำไมทำอะไรได้เยอะแยะมากมายเลย แล้วเธอจะทำไปทำไมหว่า? เพื่ออะไร?
คิดไม่ออกเลยคลิกอ่านแบบเมามันไมสนใจ QE แล้วว้อย วันนี้ขอเหอะ!!!
จากการไม่ได้ทำ QE ไปหนึ่งวันเต็มๆ ได้ข้อสรุปของผมเองว่า เธอมีแรงบันดาลใจมากมายเลยหล่ะ และเป็นผู้หญิงที่แปลกจริงๆ ผู้หญิงแบบนี้มีด้วยเหรอ...
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นบวกขี้เกียจทำ QE วันต่อมาเลยไปตลุย blog ของเธอต่อ พบว่า อึ้งมากๆ เธอทำอะไรมาเยอะแยะ แบบว่าถ้าเป็นผมไม่รู้จะทำไหวไหมเนี้ย อ่านไปอ่านมา เริ่มรู้สึกมีพลังยังไงบอกไม่ถูก ก็เลยตั้งหน้าเว็บเป็น homepage ซ่ะเลย หุหุ แล้วไปทำ QE ต่อดีก่า...
มาถึงตอนนี้มานั้งคิดย้อนไปทำไมช่วงนั้นถึงอยากทำ QE หว่า คิดออกอยู่แค่อย่างเดียวคือ สงสัยแรงบันดาลใจของเธอคงส่งมาถึงเรามั้ง (เข้าข้างตัวเองเต็มที่ครับ อิอิ^^)
ในเมื่อเธอให้แรงบันดาลใจผมแล้ว แล้วผมจะให้อะไรเธอได้บ้างน้า...
สิ่งที่ผมให้ได้คงเป็นแรงใจของผม สิ่งที่เรียกว่า "กำลังใจ" แม้ว่าเธอจะเจออุปสรรคหรือสิ่งที่ทำให้ท้อแท้บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยก็ยังมีคนหนึ่งคนที่พร้อมจะให้กำลังใจเธอเสมอน่ะ...สู้ๆ+Fighting+เจียโหย่วคราบบบบ
จะไม่สัญญาว่าจะให้กำลังใจเธอได้นานขนาดไหน แต่จะขอสัญญาว่าตราบใดที่ผมยังนึกถึงเธอออก กำลังใจของผมก็ขอมอบให้เธอครับ^^
ขอบคุณมากครับสำหรับแรงบันดาลใจ \(^-^)/

ไปทำ QE ต่อดีก่า ฮิฮิ
จากบัดนั้นจนถึงบัดนี้ ในโลก IT ก็ได้กำเนิดคนเขียน blog เพิ่มมาอีกคนแล้วอ่ะ... ^^

First LOVE

ขอมอบบทความนี้ให้กับเธอผู้รักผมมากที่สุด...ในชีวิต...และตลอดไป

เธอผู้นี้ผมได้พบเจอตั้งแต่ผมเริ่มจำความได้ ย้อนกลับไปในช่วงตอนผมเป็นเด็กๆ...

มาดูทีวีไหม สนุกนะ!
กินข้าวยัง ทำอาหารอร่อยๆมาให้กินแล้วจ้า!
ไปกินร้านนี้ด้วยกันไหม อร่อยน้า!
เช้าแล้ว ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวไปโรงเรียนสายหรอก!
เป็นไงบ้างวันนี้ทีโรงเรียน มีอะไรจะเล่าให้ฟังไหมเอ่ย!
วันนี้ครูให้การบ้านอะไรบ้าง มานั้งที่นี่เดี๋ยวสอนให้!
ใกล้สอบแล้ว เดี๋ยวอ่านหนังสือให้ฟัง!
ใครแกล้งมาน่ะ เดี๋ยวจัดการให้

จนถึงบัดนี้...

เงินพอใช้ไหม!
ได้ดูข่าวเรื่องนี้ไหม... ระวังตัวด้วยนะ!
ดูแลตัวเองดีๆนะ เป็นห่วงมากๆ!

จากบางส่วนของความทรงจำที่อยู่ในหัวสมองของผมบอกได้ทันทีว่าเธอผู้นี้รักผม เป็นห่วงผม สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมไม่เคยขาดความอบอุ่นเลย จริงๆควรจะเรียกว่าได้รับความอบอุ่นมากจนถึงขนาดร้อนเลยหล่ะครับ

พอมานั้งนึกดูว่าถ้าผมขาดเธอผู้นี้ไปผมจะรู้สึกอย่างไร...

วันนั้นในห้องนอนที่เธอนอนหลับอยู่ ผมก็ได้ตื่นขึ้นมาตอนดึกเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่จะกลับมานอนต่อ ผมก็ได้เห็นหน้าเธอตอนหลับอย่างชัดเจน (ปกติผมจะหลับก่อนเธอเสมอ) บนใบหน้าของเธอนั้น แม้ตอนนอนหลับ ผมก็รู้สึกได้ว่าเธอเหน็ดเหนื่อยจากการดูแลผมมาก ซึ่งในขณะที่ผมตื่นนั้นเธอไม่ค่อยพูดหรือแสดงออกให้ผมเห็นเลย ตอนนั้นเองที่ผมได้นึกขึ้นมาว่าถ้าเธอต้องจากไปผมจะเป็นอย่างไร เมื่อความคิดพวกนี้มาอยู่ในหัว สิ่งที่ตามมาคือหยดน้ำตาเล็กๆที่หยดลงบนแก้มผม และผมก็จำอะไรหลังจากนั้นไม่ได้อีกเลย จนตอนเช้าเธอมาปลุกผมให้ไปโรงเรียน ผมก็ลืมไปพักใหญ่เพราะมัวแต่สนุกอยู่ที่โรงเรียน แต่เมื่อกลับมาที่บ้านผมถึงได้รู้คำตอบว่าถ้าเธอไม่อยู่กับผม ผมจะรู้สึกอย่างไร...

ตอนนี้มานึกดูก็ยังขำอยู่เลย...กับเรื่องราวบางเรื่องในอดีต
วันไหนที่ผมเผลอหลับไป เธอก็จะอุ้มผมไปยังห้องนอน แต่ในปัจจุบันผมไม่แน่ใจว่าจะอุ้มเธอไหวไหมเนี้ยยย^^

แต่เมื่อผมยิ่งอายุมากขึ้น เธอกลับอายุน้อยลง...

และทำให้ผมได้เข้าใจว่าความรักครั้งแรกของผมนั้นก็ได้ให้ไปกลับผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่ผมเป็นเด็กไปตั้งนานแล้ว ซึ่งถ้าไม่มีเธอ วันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่าผมจะเป็นเช่นไร แต่อยากน้อยที่ผมรู้ก็คือ

ความรักของผมจะให้กับเธอตลอดไป...

คิดๆดูแล้วก็ไม่ได้กลับบ้านนานมากๆเลยนะเนี้ย...
อยากกลับไปกินฮือกล้วยทอดจังเลยอ่ะ!!!

และผมมั้นใจได้เลยว่าถ้าผมบอกว่าจะกลับเมื่อไหร่ จะเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง...

ผม: จะกลับบ้านแล้วน่ะหาของกินอร่อยๆให้หน่อยจิ อยากกินฮือกล้วยทอดจัง
เธอ: อือ เดี๋ยวไปซื้อมาทอดให้กินน่ะ
ผม: อือ จะกลับไปตอนดึกๆน่ะ รถจาได้ไม่ติด
เธอ: อือ มาแล้วโทรบอกน่ะ จะไปเปิดประตูให้

หลังจากผมกินอิ่มแล้ว...

เธอ: จะมากอดอะไรตอนนี้เนี้ย คนกำลังดูบอลอยู่ มาดูด้วยกันสิ กำลังสนุกเลย
ผม: คราบบบบแม่

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

What! Why! When! How! Where! กับการอ่าน PAPERs!!!

เคยไหมครับเวลาอ่าน papers แล้วอุทานว่า มันทำอะไรเนี้ย! ทำไปทำไมหว่า? ไม่ทำได้ไหมเนี้ย? zzxyzxz!!! (บ่นเป็นภาษาต่างดาวที่ยากจะเข้าใจ)
ต้องเล่าถึงที่มาหน่อยครับว่ากว่าผมจะหาหลักง่ายๆในการอ่าน papers ได้นั้นเป็นมาอย่างไร

ตอนเรียน course work ของเทอม 1 นั้นยังพอรับได้ครับ เพราะยังพอมีเวลาอ่าน papers และค้นคว้าหาสิ่งที่สงสัยได้ แต่หลักการอ่านของผมมันกำเนิดมาจาก... ช่วงประมาณเทอม 2 ของการเรียน course work จะมีวิชาหนึ่งครับที่ มีคำขึ้นต้นด้วย Advance (โดนบังคับเรียนครับแล้วแต่ว่าใครจะสนใจทางไหน ส่วนผมก็ไปทางแบคทีเรียอ่ะ) ซึ่งจะมีการแจก full text paper + review ให้แต่ละคนไปนำเสนอทุกอาทิตย์!!!

เอาแล้วดิ! ตอนเทอมแรกยังพอไหว แต่เทอมนี้เล่นอาทิตย์ละครั้งเลยหรือ อันนี้ยังไม่รวมวิชาอื่นอีกนะเนี้ย...คิดแล้วเศร้า >_<

สัปดาห์แรกๆก็ยังไม่เท่าไหร่ครับเพราะงานของวิชาอื่นยังไม่ค่อยมี แต่พอผ่านไปสักระยะ ดินเริ่มพอกหางหมู จนหางหมูเกือบขาด +_+ papers ก็อ่านไม่รู้เรื่อง แล้วจาเอาอะไรไปพูดเนี้ย อาจารย์ดันคาดหวังไว้ว่าเราต้องพูดได้ดีอีก (เรียกว่าโชคดีหรือว่าซวยดีหว่า ดันเป็น ป.เอกคนเดียว...เฮ้อออ!!!)
คิดไรไม่ออกก็คิดว่า เอาว่ะ ลุยเข้าไปในกอง papers เนี่ยหล่ะ เดี๋ยวก็รู้เรื่องเอง...
พออ่าน review จบเท่านั้นแหละครับ มานมาอีกแล้วอ่ะ...
อะไรเนี้ย? ทำอะไรของเค้าเนี่ย? แล้วจาทำไปทำไมหว่า? ทำไมไม่ใช้วิธีนี้อ่ะ? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับประเทศไทยหว่า? เรียนไปแล้วจาเอาไปใช้กับอะไรดีหว่าบ้านเรายิ่งงบน้อยอยู่ด้วย? ...เฮ้อ...เฮ้อ เลิกอ่านแล้วว้อย พักสมองด่วน!!! คิดแต่ว่าต้องหา shoutcut แล้ว ไม่งั้นตายแน่ ว่าแล้วก็ไปอาบน้ำดีกว่า หุหุ
แล้วดันมาคิดออกตอนอาบน้ำซะงั้น (ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่เพราะอาบน้ำนานอยู่แล้นนน) ก็ไอ้สิ่งที่เราบ่นๆ นั้นแหละครับ ถ้าเราตอบมันได้ ก็แทบจะเอาหัวใจของ papers นั้นมาเป็นของเราได้เลยหล่ะครับ (ง่ายๆแต่คิดออกช้ามาก สงสัยตัวเองโง่จัด...เฮ้อ)

ว่าแล้วก็เอาไอ้ที่บ่นออกมาอันแรกนั้นแหละครับว่า มันทำอะไรของมันเนี่ย หรือ เอามาทำให้มันจำง่ายๆ คือ WHAT นั้นเอง บางทีอ่านใน abstract ก็พอรู้แล้วหล่ะครับว่ากำลังทำอะไรกันอยู่

ต่อมา WHY อันนี้ผมว่าหาง่ายครับ ส่วนมากตรง introduction จะบอกอยู่แล้วครับ หรือ พูดง่ายๆครับก็คือความสำคัญของ papers นั้นเอง เช่น pathogenesis ของเชื้อตัวนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจกัน เราจึงต้องศึกษาเพื่อที่จะได้เข้าใจกลไก และหาทางป้องกันมัน เป็นต้น ครับ

WHEN ก็คล้ายกับ WHY คือ เมื่อไรถึงต้องทำ เช่น ถ้าไม่ทำจะเกิด impact ต่ออะไรบ้าง อันนี้ยกตัวอย่างง่ายครับ คือ H1N1 นั้นเอง ครับ ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะไปทำตอนไหนเนี้ย หรือรอให้คนมีภูมิคุ้มกันแล้วค่อยทำ? ง่ายไหมครับอันนี้^^

ส่วน HOW อันนี้ยิ่งง่ายครับ หาได้ตาม methodology ทั่วไป ในส่วนของ method จะบอกอยู่แว้ววว ว่าทำอย่างไร...เย้!!!

WHERE กรณีนี้สำหรับผมไม่ค่อยสนใจครับ เพราะ papers ทาง basic science ส่วนมากจะหาไม่เจอ...อ้าว แต่ท่าอยากรู้ว่ามันเป็นอยากไรลองไปดูตาม papers พวกศึกษาทาง epidemiology ดูครับ (อย่างที่บอกส่วนตัวไม่ค่อยสนทาง epidem เลยเฉยๆครับ อิอิ) เช่น ขณะนี้มีการระบาดของเชื้อนี้ทาง developed country แล้วจะส่งผลต่อ developing country อย่างไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ส่วนนี้ยิ่งพูดยิ่งงง เอาเป็นว่าใครชอบพวกระบาดวิทยาคงหาคำตอบได้สบายๆครับ

อันนี้เป็นแค่หลักเอาตัวรอดเวลาคับขันของผมนะครับ ซึ่งอาจต้องอาศัยประสบการณ์ของแต่ละคนร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราอ่าน papers บ่อยๆจะตอบคำถามพวกนี้ได้เองโดยไม่รู้ตัวเลยครับ ซึ่งสิ่งที่เวลาคนสงสัยหรืออาจารย์จะถามเราก็ไม่พ้นสิ่งเหล่านี้หรอกครับ อาจมีลึกบ้างยากง่ายต่างกันไป แต่รับรองเวลาเอาไปใช้อ่านเพื่อ review เตรียมเขียน concept proposal เพื่อขอ grant จะทำได้เร็วมากๆ ครับ ฟันธง+confirm !!!