หลังจากที่ผมลืมตาขึ้น...ทำไมหนอ…ผมถึงรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่อากาศดีมาก หรือว่าวันนี้จะเป็นวันของผม ทั้งๆที่ตัวผมเองก็มีปัญหามากมายค่อยอยู่เป็นเพื่อนคู่ใจ บางครั้งเจ้าเพื่อนสุดที่รักนี้มันก็ทำให้ผมไม่สามารถข่มตานอนหลับเพื่อที่จะลืมมันได้ง่ายๆ แต่ทำไมวันนี้ผมถึงรู้สึกว่าเจ้าเพื่อนคู่ใจของผมมันแอบหยุดพักผ่อน
วันนี้แกอู้งานเหรอฟ่ะ!!! หรือว่าเมื่อวานผมออกคำสั่งบังคับมากไปเหรอ? แกเหนื่อยใช่ไหม? อยากหยุดงานล่ะสิ?
ถ้าวันนี้แกไม่มาทำงาน งั้นผมขอวันนึงน่ะ ขอวันที่พวกเราได้อยู่อย่างสงบๆบ้าง ขอผมมีเวลาให้กับตัวเองบ้าง... แกก็อยู่ส่วนแก ผมก็อยู่ส่วนผม ตกลงไหม? สุดท้ายแล้วเจ้าเพื่อนคู่ใจผมมันก็อนุญาติให้ผมมีอิสระได้หนึ่งวัน ว้าว!!! ขอบคุณน่ะ ^^
เมื่อผมได้ช่วงเวลาที่มีค่ามาครอบครอง ผมจะใช้พรวิเศษขอนี้อย่างไรดีน่ะ... ผมถามตัวเองว่า ทำอะไรดีให้คุ้มค่าที่สุดในหนึ่งวัน? แต่ปรากฏว่าผมไม่สามารถหาคำตอบได้... อารายเนี้ยเรื่องง่ายๆดันคิดไม่ออก แล้วจะจบเอกได้จริงหรือ... เฮ้ย!!! เจ้าเพื่อนยากแกมาช่วยคิดหน่อยเร็วว่าทำอะไรดี... ผมใช้เวลาซักพักถามมัน แต่ปรากฏว่าผมไม่ได้อะไรจากมันเลย
ไอ้เจ้าบ้า!!! ทีเวลาอยากอยู่แบบสงบสุข แกก็เข้ามาตลอด แล้ววันนี้แกจะหายไปเลยเหรอ? แกจะเอาหนึ่งวันที่มีค่าไปทำอะไรฟ่ะ!!! ในที่สุดผมจึงพบว่า ทำตามใจตัวเองดีกว่าไม่ไปคิดถึงอะไรทั้งสิ้น คิดแค่ว่าเดี๋ยวครบหนึ่งวันเมื่อไหร่แล้วผมจะเอาเรื่องราวสนุกๆมาเล่าให้เพื่อนคู่ใจผมฟัง แล้วแกจะอิจฉา 555 ว่าแล้วก็ไปทำแลปดีกว่า... ^^
ระหว่างเดินทางก็ดันมีน้ำฝนหยดเล็กๆมากระทบกับแว่นผม... เฮ้ย!!! ทำไมต้องมาโดนตรงเลนส์ด้วย ส่วนอื่นของแว่นมีตั้งเยอะดันไม่มาหยดโดน คนยิ่งรีบๆอยู่ เซ็งเลย...
ผมเลยต้องเสียเวลามาเช็ดเลนส์ซะงั่น >_< แต่แล้วเมื่อผมได้ใส่แว่นอีกครั้ง สิ่งที่ผมมองเห็นตรงหน้าผมมันคือ"สวนลุม"
จริงๆผมเดินผ่านมันเกือบทุกวันเลยนิหน่า… แต่ทำไมวันนี้ผมถึงรู้สึกว่ามันสวยผิดปกติหว่า ผมต้องขอขอบคุณน้ำฝนหยดเล็กๆหยดนั้นที่มันทำให้ผมพบคำตอบแล้วว่าวันนี้ผมจะใช้เวลาทำอะไรดี...
เดินสวนลุมแล้วให้อาหารปลานั้นเอง...เย้ !!!
ผมไม่ได้ทำบุญนานขนาดไหนแล้วน่ะ? ผมให้อาหารปลาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? ผมจำไม่ได้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้คือภาพตอนผมเด็กๆที่เดินเล่นกับแม่ พ่อ และพี่ชายของผมที่กำลังมีความสุขอยู่ด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้
ว่าแล้วเดี๋ยวเจอกันน่ะสวนลุมจ้า ขอไปทำแลปแป๊ปนึง...
ณ เวลาประมาณ 5 โมงเย็น หลังจากที่ผมทำแลปและทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดผมก็ได้มาอยู่กับสถานที่ที่จะทำให้ผมเป็นอิสระเหมือนตอนผมเด็กๆอีกครั้ง ผมเดินไปเรื่อยๆเพื่อที่จะหาอาหารให้ปลาน้อยกิน แต่ยังไม่เจอคนขายเลย...
เฮ้ย!!! ไม่ได้มานานจนสวนลุมเลิกขายอาหารให้ปลาไปแล้วเหรอ?
ตอนนั้นผมอยู่บนสะพานตรงเกาะลอยแล้วก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย สายตาก็จ้องมองดูปลาน้อยว่ายไปมาอยู่ในน้ำ ในใจผมคิดว่าถ้าได้มาเดินเร็วกว่านี้ ผมอาจช่วยให้พวกนายอิ่มท้องได้บ้างเหมือนตอนผมเด็กๆไง แต่สุดท้ายแล้วผมก็ช่วยอะไรพวกนายไม่ได้เลย ผมก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มองดูคนถีบเรือบ้าง พายเรือบ้าง มองดูน้องปลาน้องเต่าไปซักพัก...ผ่านไปหลายนาที...ผมคิดว่าผมควรกลับแล้วดีกว่า อยู่ไปก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ...
แต่ระหว่างทางที่ผมจะกำลังจะเดินกลับ!!! ผมก็ดันเห็นคนขายอาหารปลา...ซะงั้น (เอาเข้าไป ทำไมชีวิตผมมันมีแต่เรื่องแปลกๆฟ่ะ!!! 555) ผมก็บอกคนขายอาหารว่ามีอาหารแบบไหนบ้างก็เอามาให้หมดเลย แล้วก็ถามเค้าว่าตรงไหนมีปลาเยอะๆ เค้าก็บอกว่าที่ตรงนี้แหละปลาเยอะ ??? แล้วผมก็ถามเค้าต่อว่าที่ตรงไหนปลาน้อยครับ เค้าก็ชี้ไปตรงที่ที่ผมยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ก่อนหน้านี้ จากนั้นผมก็ขอบคุณเค้าแล้วรีบเดินจากไปพร้อมกับอาหารในมือ (ที่ผมรีบเพราะผมอดขำตัวเองไม่ได้จริงๆ ไม่อยากขำต่อหน้าคนขายเดี๋ยวเค้าจะหาว่าผมบ้า ^^ ตอนนี้ที่ผมเขียนอยู่นี่ยังแอบยิ้มอยู่เลย 555 บ้าป่าวคิดอะไรไปถึงไหนเนี้ย...)
แล้วผมก็รีบตรงดิ่งไปยังที่ที่ผมพูดกะน้องปลาก่อนหน้านี้ทันที ความรู้สึกที่ผมมี ณ ตอนนั้นคือมีความสุขมาก แค่คิดว่าพวกนายจะได้อิ่มกันแล้นนน กินให้อ้วกไปเลยน่ะเฟ้ย 555 ไม่ต้องรีบน่ะเฟ้ยเดี๋ยวสำลักน้ำ 555 เพราะไม่รู้ว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่...
ในที่สุดผมก็ได้ทำสิ่งที่อยากทำของวันนี้ซักที ผมให้อาหารปลาไปสักพักก็ดันมีนกพิราบบินมาอีก มาจ้องตาผมแป๋วเลย 555 นกพิราบแถวสวนลุมไม่กลัวคนเลย แกก็อยากกินด้วยเหรอ? เอาสิเดี๋ยวจัดให้ ว่าแล้วผมก็ยื่นให้มันแบบในหนังดีกว่า รู้สึกว่ามันเท่ห์ดี ประมาณว่านกมันคาบไปกินจากมือคนให้อะไรอย่างนี้ แล้วมันก็ดันเดินเข้ามาด้วยสิ!!! (แต่ใจนึงก็กลัว Cryptococcosis เอาไงเอากัน คิดว่าเดี๋ยวเป็นตัวอย่างให้อาจารย์ที่ภาคศึกษาซ่ะเลย เพราะตอนเรียนถ้าจำไม่ผิดอาจารย์บอกว่าหาตัวอย่างยาก 555)
ผมให้อาหารไปซักพักเห็นมีฝรั่งเดินมาจดอะไรก็ไม่รู้ข้างๆผม มองหน้าผมแล้วก็ยิ้มให้อีก ผมก็งง แต่ก็ไม่คิดอะไรมากเพราะตอนนั้นเห็นน้องปลากับน้องนกสำคัญกว่า (ถ้าได้เจออีกจะเข้าไปถามว่าจดอะไรหว่า เห็นจดไปทั่วเหมือนนักวิทยาศาสตร์ตอนกำลังเก็บข้อมูลอะไรสักอย่างเลย หรือมาทำวิจัยว่าคนไทยไม่กลัว Cryptococcosis เหรอ ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ดี เหอะๆ จะได้มาทำวิจัยร่วมกันซ่ะเลย 555) ซักครู่ต่อมาก็มีน้องมาขายอาหารอีก (ส่งสัยน้องเค้าไม่เห็นอาหารที่มันกองอยู่รอบๆขาผม 555)
เด็กน้อย:พี่ๆ อาหารปลาไหมค่ะ
ผม:ขายไงเหรอครับ
เด็กน้อย:ถุงละ 10 บาทค่ะ
ผม: ถ้าพี่ไม่ซื้อน้องจะทำไงอะ (น้องเค้าแอบทำหน้างงๆมึนๆ แล้วก็เงียบไม่ได้ตอบอะไรผม อิอิ แกล้งเด็กน้อยสนุกจัง 555) น้องเห็นอะไรหรือป่าวว่าพี่มีอาหารตั้งเยอะแล้วอะ อย่างนี้พี่ควรทำไงดีอะ (ผมทำหน้าเครียดปากบูดเบียวด้วย 555 ไม่รู้จักนักวิทยาศาสตร์เอกการแสดงซ่ะแล้ว ^^ แบบว่าไม่ได้เห็นเด็กน้อยทำหน้างงๆมานานแล้ว ได้โอกาสเลยขอซ่ะหน่อย คริ คริ)
เด็กน้อย:พี่ซื้อหน่อยสิค่ะ ไม่มีใครซื้อเลยค่ะ
(จริงๆอยากบอกน้องเค้าว่าผมมาตั้งนานแล้ว แต่น้องไม่เห็นมาขายพี่เลย พี่ก็เลยเดินไปตั้งไกลแล้วค่อยย้อนกลับมาเนี้ย เมื่อยขามั้กๆ)
ผม: ถ้าพี่ซื้อแล้วน้องจะทำอะไรให้พี่อะ (น้องเค้าแอบทำหน้ามึนอีกแล้ว ^^)
ผม: งั้นพี่เปลี่ยนคำถามน่ะว่าถ้าพี่ซื้อหมดแล้วน้องจะได้กลับบ้านเร็วขึ้นหรือป่าว
เด็กน้อย:ไม่ค่ะ ยังไงก็กลับ 2 ทุ่มค่ะ
(ผมเลยได้ความคิดว่าให้เค้าได้พักจากการเดินขายบ้างดีกว่า เพราะแอบเห็นว่าพ่อแม่เค้าเตรียมหยิบอาหารปลาอีกหลายถุงให้น้องเค้าเพื่อไปขายต่อ ขนาดผมยืนเฉยๆยังเมื่อยเลย แล้วเด็กผู้หญิงที่อายุไม่น่าจะถึง 6 ขวบจะรู้สึกอย่างไรน่ะ)
ผม:ชอบให้อาหารปลาไหม
เด็กน้อย:ชอบค่ะ
ผม: งั้นพี่เอาหมดเลย 4 ถุง แล้วเงินทอนน่ะน้องเก็บไว้ แต่มีข้อแม้ว่าน้องต้องช่วยพี่ให้อาหาร เพราะพี่คนเดียวให้อาหารปลาได้ไม่ทั่วแน่ๆเลย ลองคิดดูสิที่นี่มีปลาตั้งเยอะที่หิวอยู่ แต่มีพี่คนเดียวที่ค่อยให้อาหาร ยังงี้ปลามันต้องเบียดและแย่งอาหารกันแน่เลย (แอบเน้นเสียงตรงเบียดและแย่ง) แล้วถ้าน้องไม่ช่วยพี่ 2 ทุ่มพี่อาจยังไม่ได้กลับบ้านเลยน่ะ (ทำหน้าเศร้า+ปากเบี้ยวใส่น้อง) น้องตกลงไหม
เด็กน้อย:ได้ค่า
แล้วน้องเค้าก็ตะโกนไปหาพ่อแม่เค้าว่า พี่เค้าให้หนูช่วยให้อาหารปลา... (อิอิ เสร็จแผนเรา เหอะๆ)
บางคนอ่านมาถึงจุดนี้ก็อาจสงสัยว่ามันบ่นอะไรของมันฟ่ะ ไม่เห็นเกี่ยวกับชื่อเรื่องตรงไหน!!! (จริงๆแล้วตอนแรกกะเขียนนิดหน่อยแล้วโยงเข้าเนื่อหาทันที แต่เผอิญดันจำเรื่องนี้ได้แม่น แถมยิ่งเขียนยิ่งสนุก...ซะงั้น ^^ ผมใกล้จะเข้าเนื้อหาแล้วคร๊าบบบ ทนอีกนิดหน่อย -_-“) ว่าแล้วเล่าต่อดีกว่า
ผมก็ทำหน้าที่เป็นพนักงานแจกจ่ายอาหารกับน้องเค้าสักพัก แล้วโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น ประเด็นของการโทรมาหาผมก็คือเค้าสงสัยเรื่อง New Moon, Full Moon กับวันวาเลนไทน์ (เรื่องราวแบบย่อๆก่อนหน้านี้ก็คือ ผมพูดให้เค้าฟังนิดหน่อยก่อนหน้าที่จะแยกกันกลับบ้าน ส่วนผมก็เดินมาสวนลุม ซึ่งระหว่างทางที่ผมเดินมาก็คิดเพลินๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน)
~~~ ย้อนอดีตซักรอบดีกว่า ^^ ~~~
ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผมซะส่วนใหญ่อะ 555
คือโดยปกติผมเป็นคนชอบดูดวงจันทร์มากเลย ผมรู้สึกว่าเวลามันเปล่งแสงออกมาแล้วมันช่างสวยงามยิ่งนัก แม้จะมีแค่ดวงจันทร์เพียงดวงเดียวบนท้องฟ้า แต่ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าแสงมันเป็นรองดวงดาวนับล้านดวง ที่สำคัญเวลาผมจ้องมัน ผมรู้สึกเหมือนโดนมนตร์สะกดให้ลืมอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะเพื่อนรักผม (จุดอ่อนของเพื่อนคู่ใจที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น จริงๆแล้วคือดวงจันทร์นั้นเอง 555) ด้วยความที่ดวงจันทร์มีความหมายกับผมมากดังนั้นผมเลยไปหา Moon Calendar มาซ่ะเลย ซึ่งจากโปรแกรมมันบอกผมว่า 30 ม.ค. นี้ เวลาประมาณ 6.18 จะเกิด Full Moon และ 14 ก.พ. นี้ เวลา 2.51 จะเกิด New Moon ซึ่งผมก็ประหลายใจกับมันนิดหน่อย อะไรเนี้ย New Moon ตรงกับวันวาเลนไทน์ โอ้วสุดยอดมากๆ (ผมใช้ SPB Time version 3.0.0 Build 2629 บน WMP รุ่นไฮโซเมื่อหลายปีก่อน -_-" ถ้าเวลาจริงดันไม่ตรงกับที่ผมบอก ไปต่อว่าเอากับคนเขียนโปรแกรมเอาน่ะครับ อิอิ) ซึ่งผมก็ปล่อยผ่านๆไปไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะขนาดวันเกิดยังจำไม่ค่อยได้เลย แล้วจะเอาอะไรกับวันวาเลนไทน์ เหอะๆ ผ่านมาจะ 25 ครั้งแล้วมั้ง แต่ไม่เห็นวันวาเลนไทน์มันจะมีอะไรพิเศษเหมือนคนอื่นเขาเลย 555
~~~ กลับสู่เรื่องราวแล้วจ้า ~~~
จากที่เค้าถามผมเกี่ยวกับ New Moon, Full Moon และวันวาเลนไทน์ ผมกำลังมีความสุขก็เลยเล่าไปเลยว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร
คำเตือน: เนื้อหาพวกนี้เป็น version ของผมเองเพราะฉะนั้นอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับคนอื่นก็ได้ และที่สำคัญอาจอ่านไม่รู้เรื่องด้วย 555
เริ่มจาก Full Moon หรือวันที่ดวงจันทร์เต็มดวง ซึ่งผมจะเปรียบเทียบมันกับกระจกที่ไว้ค่อยสะท้อนแสง ซึ่งเมื่อมันเต็มดวงมันก็จะสามารถสะท้อนแสงได้มากที่สุด ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับชายหญิงที่รักกันแต่ไม่สามารถที่จะอยู่ดูแลความรักด้วยกันได้ ดวงจันทร์เองก็เป็นสื่อกลางที่จะค่อยสะท้อนความคิดถึงไปยังอีกฝ่าย ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของสายใยแห่งความรัก
แม้คนเราไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้... แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถที่จะคิดถึงกันได้...
แม้บางครั้งอาจไม่ได้คิดถึงอีกฝ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เราก็สามารถคิดถึงกันในเหตุการณ์ Full Moon เดียวกันได้...
(แอบอึ้งในหัวสมองตัวเอง... เนี้ยเหรอ คนที่จะต้องสอนคนอื่นในอนาคต 555)
ต่อมาหลังจาก Full Moon แล้วก็คือ New Moon เจ้า New Moon โดยลักษณะที่เด่นๆของมันแล้วมันจะแตกต่างกับ Full Moon แค่มันไม่มีแสงออกมาให้เราเห็น (โดยส่วนตัวผมชอบ New Moon ไม่เกี่ยวกับหนังน่ะเฟ้ยยย ส่วนเจ้าพวก Quarter ต่างๆผมไม่สนใจ 555) ความหมายของ New Moon ในแบบของผมก็คือความรักแบบไม่มีวันเสื่อมสลายหรือ Eternal Love เมื่อเปรียบกับเรื่องความรัก ผมคิดว่า แม้ว่าคุณอาจจะไม่สามารถมองเห็นหรือรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้อีกต่อไป แต่ความรักนั้นจะไม่มีวันเสื่อมสลายไป เราสามารถรู้สึกถึงมันได้ แต่เราไม่อาจมองเห็นมันได้ ซึ่งก็เหมือนกับ New Moon ที่เราไม่สามารถเห็นแสงแห่งความคิดถึง แต่เราก็รับรู้ถึงการมีตัวตนของมัน แม้ว่าบางครั้งอาจเป็นแค่ความทรงจำในอดีต แต่มันก็จะคงอยู่ตลอดไป
แล้วถ้าวันวาเลนไทน์ในปีนี้มันตรงกับ New Moon ใน version ของผมจริงๆก็ดีสิ จะได้ไม่ต้องเห็นคนอกหักและเจ็บปวดจากความรักอีกต่อไป เพราะอย่างน้อยคนที่มีความรักอย่างแท้จริง ก็จะไม่น่าเสียใจกับการจากไปของอีกฝ่าย ถึงแม้ว่าจะต้องลาจากกันไป แต่ความทรงจำของพวกเขามันก็ไม่มีวันเสื่อมสลาย ตราบที่ความรักนั้นยังคงอยู่
ขณะที่ผมเขียนบทความอยู่ก็ดันมีประโยคนึงก้องอยู่ในหัวว่า “เมิงไม่เชื่อในเรื่องความรักไม่ใช่เหรอ แล้วเมิงกำลังทำไรอยู่ฟ่ะ ”
ก็ไม่รู้เหมือนกัน...แค่อยากเขียน เขียนแล้วมีความสุขเว้ย ก็เท่านั้นเอง 555 ไปเลยเมิง ยังไม่ครบวันที่ตกลงกันไว้น่ะ!!! ทีตอนแรกที่ถาม ดันไม่ตอบ แล้วตอนนี้จะมาอะไรเนี้ย...
เขียนไปเขียนมาก็งงกับตัวเองว่าเขียนไปทำไมหว่า? จะเขียนเตือนความจำตัวเองเพื่อ ??? บทความนี้มันไม่เห็นมีจุดประสงค์เหมือนอันอื่นนิหว่า...หรือว่ามันไม่ใช่บทความ???
ว่าแล้วตัดบทจบเลยดีกว่า เพราะมันเหมือนจะไม่ใช่บทความของมนุษย์เขียนแล้ว -_-“
อาจมีใครหาว่าผมแต่งเรื่องเอาโล่ อยากดังหรืออะไรก็สุดแล้วแต่... ผมอยากบอกว่าผมไม่รู้สึกอะไรหรอกครับ เพราะวันนี้ผมมีความสุขจริงๆ 555
\(^-^)/
ปล. บางประโยคผมต้องการเขียนอย่างนั้น แต่อาจผิดหลักความเป็นจริงบ้าง เช่น ดวงจันทร์ส่องแสง คนที่เรียนมาก็ต้องรู้สิว่าดวงจันทร์มันส่องแสงไม่ได้มันสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ตะหาก
ปล.1 เรื่องทางดาราศาสตร์ผมลืมไปเกือบหมดแล้วครับ ดังนั้นเนื้อหาอาจหลุดโลกเกินความเป็นจริง ออกแนวไร้สาระได้ เพราะฉะนั้นไม่ควรเอาไปอ้างอิงทางวิชาการได้ เพราะเดี๋ยวผมจะเกิด New Moon หรือ จันทร์ดับ แล้วผมก็จะดับตามครับ 555
ปล.2 ขำตัวเองอีกรอบ 555 “เมิงไปเปลี่ยนชื่อเรื่องเถอะ อารายฟ่ะ!!! มีอยู่กระจึ๋งนึง ไอ้ที่มันเกี่ยวกับชื่อเรื่องน่ะ”
ปล.3 นานๆทีทำตัวเหมือนเด็กติ๊งต๊องมันมีความสุขอย่างนี้นี่เอง ^^
ปล.4 ให้อาหารปลามันมีความสุขกว่าทำบุญอีก เหอะๆ
ปล.5 เด็กน้อยถามผมว่า "ทำไมพี่เป็นคนดีจัง" จริงๆเพราะผมเป็นคนไม่ดีต่างหากเลยต้องมานั้งทำบุญอยู่เนี้ย ถ้าน้องโตแล้วมีโอกาสอ่านเจอบทความนี้ (หวังว่า Blogger จะอยู่ถึงน่ะ) น้องจะค้นพบความจริง 555
ที่ผมตอบน้องไปว่า "ตอนที่พี่ให้เงินน้องแล้วน้องมีความสุข น้องจงจำความรู้สึกนี้ไว้ให้แม่นๆ เราอยากมีความสุข คนอื่นก็ต้องการเหมือนกัน ดังนั้นก็เหมือนกับที่พี่ให้อาหารน้องปลา เพราะพี่เห็นว่าน้องปลามีความสุข พี่ก็เลยมีความสุขไง"
มันเป็นแค่คำตอบบ้างส่วน แต่ยังมีอีกหลายอย่างเลยที่พี่ไม่ได้ตอบน้อง แต่น้องจะเข้าใจเองเมื่อถึงเวลาน่ะ ^^
ถ้าพี่ยังมีโอกาสได้เจอน้องอีก เดี๋ยวพี่จะใส่เสื้อ Gown ไปหลอก หุหุ ระวังตัวไว้ให้ดี...
~~~ ขอบคุณน่ะที่ตัวเองยังไม่ลืมช่วงเวลาที่เหมือนเด็กน้อย ~~~
เฮ้ย กูเริ่มลังเลแล้วว่าจะไปต่อเฉพาะทางดีป่าวว่ะ
ตอบลบเยี่ยมเลย อ่านแล้วสุขใจ ^^
ตอบลบ