ผลประโยชน์ = มิตรภาพ
ผลประโยชน์มี = มิตรภาพมี
ไม่มีผลประโยชน์ = ไม่มีมิตรภาพ
สรุปแล้ว ผลประโยชน์มี มิตรภาพมา ผลประโยชน์ไม่มา มิตรภาพไม่มี T_T
ยินดีต้อนรับสู่ Blog ของคนที่ไม่ค่อยมีเวลาจ้าาา... แต่ก็มีความสุขน่ะจะบอกให้ อิอิ \(^-^)/
วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554
เข้าข้างหลังทะลุถึงหัวใจ
คุณเคยได้ยินไหมที่เค้าบอกว่าเข้าข้างหลังแรกๆก็เจ็บ แต่ทำบ่อยๆเข้าเดี๋ยวมันก็ชินไปเอง บางคนติดใจในความสุขนั้นจนไม่สนใจข้างหน้าอีกเลย...
จริงๆแล้วเรื่องการเข้าข้างหลังนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย มีการพูดถึงมาช้านานแล้ว มันมีมานานจนเกิดเป็นสุภาษิตว่า "ปิดทองหลังพระ"
การทำความดีโดยไม่มีคนเห็น บางครั้งมันก็ทำให้คุณต้องเจ็บ บางครั้งมันก็ทำให้คุณน้อยใจ บางครั้งมันก็ทำให้คุณท้อแท้ใจ น่าเศร้าใจเป็นแน่แท้
แต่ช้าก่อน!
ความรู้สึกเหล่านั้นจริงๆแล้วมันใช่อย่างที่ควรจะเป็นแล้วหรือ?
เจตนาดีของคุณในการกระทำนั้นมันจางหายไปได้หรือ?
เจตนาดีก็คือการทำความดี ถึงแม้ว่าบางคนอาจมองไม่เห็นหรือไม่ได้สนใจมัน แต่บางคนเขาก็รับรู้ถึงสิ่งที่คุณทำได้ ความรู้สึกที่รับรู้ได้มันตราตรึงอยู่ในจิตใจ ความสุขเล็กๆที่ได้รับรู้ว่ายังมีคนคอยช่วยเหลือ คงไม่แตกต่างจากศรของกามเทพตอนปักเข้ากลางใจเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเป็นใครที่ทำสิ่งดีๆเหล่านี้ให้ แต่ภายในจิตใจของเขาคงอยากบอกคุณว่า "ขอบคุณ" และขออวยพรให้คุณโชคดีเช่นเดียวกัน
คุณมีความสุขไหม?
ความดีเปรียบได้ดั่งสายลม แม้ไม่สามารถจับต้องหรือมองไม่เห็น แต่เรารู้สึกถึงมันได้ แค่นั้นก็คงเพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณเดินหน้าต่อไปในทางสายนี้ เพราะคนเราคงอยู่ไม่ได้ถ้าขาดสายลม ลมแห่งความสุข...
แรกๆก็คงเจ็บบ้าง แต่นานเข้าคงสุขมิรู้ลืม
กระนั้นแล้ว สู้ต่อไปเว้ย พวกชอบเข้าข้างหลัง!!!
ปล. ถึงนักภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ไสยศาสตร์ ศาสตร์อะไรก็ได้ที่รู้ถึงต้นกำเนิดหรือประวัติที่แท้จริงของสุภาษิต "ปิดทองหลังพระ" รวมถึงพวกสาดโคลน สาดสี สาดเข้าไปมันดี ฯลฯ ผมอยากบอกว่ามันเป็นเรื่องแต่งน่ะตัวเธอว์! อย่ามาฟ้องผมน่ะ ผมกลัววว ว ว
จริงๆแล้วเรื่องการเข้าข้างหลังนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย มีการพูดถึงมาช้านานแล้ว มันมีมานานจนเกิดเป็นสุภาษิตว่า "ปิดทองหลังพระ"
การทำความดีโดยไม่มีคนเห็น บางครั้งมันก็ทำให้คุณต้องเจ็บ บางครั้งมันก็ทำให้คุณน้อยใจ บางครั้งมันก็ทำให้คุณท้อแท้ใจ น่าเศร้าใจเป็นแน่แท้
แต่ช้าก่อน!
ความรู้สึกเหล่านั้นจริงๆแล้วมันใช่อย่างที่ควรจะเป็นแล้วหรือ?
เจตนาดีของคุณในการกระทำนั้นมันจางหายไปได้หรือ?
เจตนาดีก็คือการทำความดี ถึงแม้ว่าบางคนอาจมองไม่เห็นหรือไม่ได้สนใจมัน แต่บางคนเขาก็รับรู้ถึงสิ่งที่คุณทำได้ ความรู้สึกที่รับรู้ได้มันตราตรึงอยู่ในจิตใจ ความสุขเล็กๆที่ได้รับรู้ว่ายังมีคนคอยช่วยเหลือ คงไม่แตกต่างจากศรของกามเทพตอนปักเข้ากลางใจเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเป็นใครที่ทำสิ่งดีๆเหล่านี้ให้ แต่ภายในจิตใจของเขาคงอยากบอกคุณว่า "ขอบคุณ" และขออวยพรให้คุณโชคดีเช่นเดียวกัน
คุณมีความสุขไหม?
ความดีเปรียบได้ดั่งสายลม แม้ไม่สามารถจับต้องหรือมองไม่เห็น แต่เรารู้สึกถึงมันได้ แค่นั้นก็คงเพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณเดินหน้าต่อไปในทางสายนี้ เพราะคนเราคงอยู่ไม่ได้ถ้าขาดสายลม ลมแห่งความสุข...
แรกๆก็คงเจ็บบ้าง แต่นานเข้าคงสุขมิรู้ลืม
กระนั้นแล้ว สู้ต่อไปเว้ย พวกชอบเข้าข้างหลัง!!!
ปล. ถึงนักภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ไสยศาสตร์ ศาสตร์อะไรก็ได้ที่รู้ถึงต้นกำเนิดหรือประวัติที่แท้จริงของสุภาษิต "ปิดทองหลังพระ" รวมถึงพวกสาดโคลน สาดสี สาดเข้าไปมันดี ฯลฯ ผมอยากบอกว่ามันเป็นเรื่องแต่งน่ะตัวเธอว์! อย่ามาฟ้องผมน่ะ ผมกลัววว ว ว
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
กาลครั้งหนึ่ง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในวันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 มีผู้ชายคนหนึ่งที่ชาตินึงมันถึงจะมาเขียน blog ทีนึงตั้งแต่หัว Topic ไว้ว่า "Following the foot steps... Good or Bad things?" โดยยังไม่ได้เขียนเนื้อหาอะไรไว้เลย แต่มันเขียนทิ้งท้ายไว้ว่าถ้ามันว่างจะมาเขียนให้จบ ซึ่งเวลาผ่านไปจนแล้วจนเล่ามันก็ไม่ยอมเขียนซ่ะทีเสมือนว่าทิ้งเอาไว้ให้คนที่หลงมาอ่านแล้วอยากรู้ว่ามันจะสื่ออะไรหงุดหงิดเล่นๆ คล้ายกับคำกล่าวของปราชญ์ท่านหนึ่งนามว่า ศาสตราจารย์ดอกเตอร์นายแพทย์เจ้าพระยากรมหลวงโซเดมาคอมเซมากูเตะอิคึ๊คิมูชิ๊ยาเมะเตะ คือ "มาให้เสียวแล้วเลี้ยวกลับ" ยังไงยังงั้น
แต่เมื่อกาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ผู้ชายคนนั้นก็ถูกเรียกว่า"ผู้ชายที่แปลกที่สุดในสามโลก" ตะลึง! ตึง! ตึง! ซึ่งมันดันชอบชื่อนี้มาก สงสัยมันจะชอบอะไรแปลกๆ ของแปลก? และก็ไม่รู้เพราะอะไร อาจด้วยความแปลกของมันมั้ง มันเลยถือโอกาสนี้เขียนเรื่องที่ค้างคาอยู่ให้เสร็จเสียที อันนี้ก็ต้องขอขอบคุณคนที่เรียกมันว่า "ผู้ชายที่แปลกที่สุดในสามโลก" ด้วย เพราะทำให้มันยอมอู้งานเพื่อมาเขียนเรื่องนี้กันเลยทีเดียวเชียว จบ ~~~
...........
.........
.......
.....
...
.
ซ่ะที่ไหนกัน ฮิ้ววว!!! (เมิงจะ foreplay นานไปไหนเนี่ยยย)
ไม่เล้าโลมแล้วก็ได้ 555 เข้าเรื่องดีกว่า ต่อไปนี้คือเนื้อหาที่ผู้ชายคนนั่นเขียนไว้น่ะครับ
ถ้าถามผมว่าเราควรมีใครเป็นแบบอย่างหรือไม่ ผมคงตอบว่าควรมี เพราะการที่เรามีตัวอย่างหรือแบบอย่างที่ดีนั้นจะช่วยให้เราเดินไปในทิศทางที่ถูกที่ควร และอิทธิพลจากแบบอย่างเหล่านั้นจะเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าที่จะก้าวต่อไปในสถานการณ์บางอย่างที่ยากต่อการตัดสินใจ คนเรามักเจอแบบอย่างที่ดีหรือ role model อยู่แล้วเป็นปกติ แต่ด้วยความเป็นปกตินั้นเรามักจะลืมเอาข้อดีของพวกเขาเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ แม้แต่ในสายอาชีพเดียวกันเอง เวลาเจอคนเก่งหรือคนที่เขาประสบความสำเร็จ เราอาจมองแค่เขาก็เก่งดีน่ะ แต่ทว่าเราลืมที่จะย้อนมองไปก่อนหน้านั้นว่ากว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จมีที่มาอย่างไร เขาอาจต้องผ่าอุปสรรคและขวากหนามอย่างยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ได้ บางทีถ้าย้อนมองสิ่งเหล่านั้นมากกว่าความสำเร็จในปัจจุบันของเขา ผมเชื่อว่ามันจะเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าที่จะเดินต่อไปในหนทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะแรงบันดาลใจของพวกเขาที่เต็มไปด้วยความมุมานะจะเป็นดั่งเข็มทิศให้แก่ผู้เดินทางที่มีจุดหมายเดียวกันอย่างแน่นอน
การเดินตามแบบอย่างก็มีข้อดีคือเมื่อประสบพบปัญหา อย่างน้อยเราก็อาจยังมีหนทางแก้ไข เพราะแบบอย่างของเราเค้าอาจได้เคยแก้ไขและผ่านพ้นมันไปแล้ว เราก็ทำแค่เดินตามทางที่เค้าได้เดินผ่านไปแล้วเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องทำทุกอย่างให้เหมือนเค้า เพราะไม่ได้มีเครื่องยืนยันว่าถ้าทำเหมือนเค้าแล้วเราจะประสบความสำเร็จหรือผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้
มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียคือ มันอาจทำให้เราลืมคิดถึงกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆไป เพราะมัวแต่มองหารอยเท้าที่เหลือทิ้งไว้เท่านั้น ถ้าคนที่เคยแต่พึ่ง guideline หรือ troubleshooting เจอสิ่งที่นอกเหนือไปจากนั้น เขาจะแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบง่ายที่สุดสำหรับทางออกนั้นก็คือตัวของเราเอง ถ้าเรารู้จักฝึกฝนกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป ไม่ว่าเวลาเราเจอปัญหาที่ยากขนาดไหน ผมเชื่อว่าเราจะต้องผ่านพ้นมันไปได้
การฝึกฝนกระบวนการคิดก็ไม่ได้ยากหรือต้องใช้เวลามาก เราก็แค่มีสติรู้ว่าตัวเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปแล้วได้อะไรก็เท่านั้น เราสามารถอาศัยกระบวนการสังเกตมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกัน สังเกตตัวเอง สังเกตผู้อื่น สังเกตแบบอย่างของเรา สังเกตถึงข้อดีต่างๆในตัวเขา ถ้าเรามีแบบอย่างหลายคนก็จะยิ่งเป็นการดี เพราะเราสามารถเลือกคุณสมบัติเหล่านั้นมาปรับใช้กับตัวเราได้ตามศาสตร์ Mix and Match แต่อย่าลืมว่าเราก็ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง แก่นแท้ของตัวเราเองเราย่อมรู้ดีว่าเป็นแบบไหน ถ้าเราฝืนทำในสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวของเราเองมากๆ ความทุกข์มันคงจะมาหาเรามากกว่าพาเราไปสู่ความสำเร็จ ถ้าเราเอาอะไรมา mix กันมากๆ โดยที่ไม่รู้จักความพอดี มันอาจจะส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงมาได้เปรียบเช่นเดียวกับเวลาเราผสมสี ถ้าเราเอาสีหลายๆสีมาผสมกันมากๆ สีสันสดใสก็จะค่อยๆจางหายไป สุดท้ายแล้วก็จะคงมีแต่สีดำที่รอคอยเราอยู่
ถึงแม้เราจะพยายามตามแบบฉบับบุคคลตัวอย่างเพราะเราเห็นว่ามีจุดหมายปลายทางเหมือนกัน แต่เป้าหมายที่แท้จริงของแต่ละคนนั้น เราคงไม่มีวันได้รับรู้เป็นแน่แท้ และเป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตมันจะดำเนินไปและผมลัพธ์จะออกมาเหมือนกัน
สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ว่าทำไมผมถูกเรียกว่า”ผู้ชายที่แปลกที่สุดในสามโลก” แล้วผมชอบ ความแปลกก็คือความไม่เหมือน ผมคงแปลกจริงๆ เพราะผมไม่ชอบเหมือนผู้อื่นแม้ว่าคนนั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตาม ผมชอบความเป็นตัวของตัวเอง เพราะมันสบายใจมากกว่าและไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ แต่ผมก็มี role model ของผมน่ะ มีเยอะมาก มีเกือบทุกด้าน มีเต็มไปหมด มีจนเรียกได้ว่าพอรู้ว่าอันไหนดีก็นำมาใช้ อันไหนไม่ดีก็ปล่อยไว้เฉยๆ เอามาประยุกต์ปรับปรุงและปรับใช้จนกลายเป็นแบบฉบับของผมเอง หลักของผมก็ง่ายๆไม่ซับซ้อนอะไร ผมจำแค่ Model & Mix & Match & Me (ใครจะจำเป็นชื่อขนมเอ็มแอ็นเอ็มผมก็ไม่ว่ากัน แค่สองซองเท่านั้นก็ได้เอ็มมาสี่ตัวแล้ว หรือจะเป็นเอ็มร้อยห้าสิบก็ได้สี่ขวดเท่านั้น) อธิบายง่ายๆก็คือ เราก็แค่มีแบบอย่างแล้วก็เอามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา โดยที่ไม่ลืมตัวตนที่แท้จริง แค่นั้นก็จะออกมาเป็นมนุษย์ที่อาจโดนเรียกว่า “ผู้ชายที่แปลกที่สุดในสามโลก” ได้ เพราะไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร (ควรภูมิใจดีไหมเนี่ย?)
สุดท้ายแล้วก็คงต้องพูดว่า นานาจิตตัง เพราะทุกคนย่อมมีแนวคิดและทางเดิน ซึ่งถูกขีดเขียนและบรรเลงด้วยบทเพลงของชีวิตจากพวกเขานั้นเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าชื่อของอีตาศาสตราจารย์นั้นมันหื่นๆยังไงก็ไม่รู้ และสรุปแล้วปราชญ์คนนั้นมันเป็นใครว่ะ???
~~~ จบแบบแปลกๆ ~~~
วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554
สสส
เวลาไหนที่ต้องเผชิญหน้ากับความกดดันที่เข้ามาในชีวิต ก็จงจำไว้ว่า สสส นี้ช่วยเราได้
สสส หรือ 3ส ประกอบด้วย
ส สติ
ส สุขุม
ส สงบ
แต่ถ้ายังรู้สึกว่า ส มันน้อยไปจะเพิ่ม ส สมาธิไปด้วยก็ยังได้
สุดท้ายแล้วเราจะผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้โดยดี และความ Cool!!! จะอยู่กับเราตลอดไป ชาบู ~~~
สสส หรือ 3ส ประกอบด้วย
ส สติ
ส สุขุม
ส สงบ
แต่ถ้ายังรู้สึกว่า ส มันน้อยไปจะเพิ่ม ส สมาธิไปด้วยก็ยังได้
สุดท้ายแล้วเราจะผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้โดยดี และความ Cool!!! จะอยู่กับเราตลอดไป ชาบู ~~~
วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554
Wing My Way
No matter what sad events may occur...
The traces of tears will become a road of hope for someone to walk on...
The traces of tears will become a road of hope for someone to walk on...
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
สิ่งสุดท้ายของการมองเห็น...
มีคนบอกว่า เวลาเรารู้สึกแย่ให้เรามองหาคนที่แย่กว่าเรา แล้วมันจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น
มันทำให้เราดีขึ้นจริงๆหรือ...
คนต้นคิดประโยคนั้นจะรู้ไหมว่า ยังมีคนบางคนที่รู้สึกแย่กว่าเดิมอีกหลายเท่า เมื่อได้มองเห็นคนที่แย่ยิ่งกว่าตัวเขาเอง
อาจสงสัยว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกแย่กว่าเดิม ทั้งๆที่มันก็เป็นวิธีที่ช่วยให้คนหลายคนผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้
ถ้าเรามองเหมือนๆกันหมดทั้งโลก แล้วมนุษย์ที่แย่ที่สุด แย่ซ่ะจนหาใครเปรียบไม่ได้ เค้าจะไปมองหาใครดี ใครที่จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ คนที่แย่ยิ่งกว่าเขาจะมีอยู่หรือเปล่า
โชคดีที่มนุษย์ไม่เหมือนกัน ทว่าในความเป็นจริงของความไม่เหมือนกันนี้ กับพ่วงมาด้วยความไม่เท่าเทียมกัน บางคนพิการ บางคนขาดแคลนอาหาร บางคนไม่มีเงิน บางคนแม้แต่ที่ซุกหัวนอนยังไม่มี คนบางพวกต้องการหนีจากสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ แต่หนีผิดวิธี บ้างก็กลายไปเป็นโจรผู้ร้าย กลายเป็นพวกคนไม่ดี ถ้าเราเลือกได้ จะมีซักกี่คนที่อยากเดินทางสายอวิชชาเหล่านั้น
ถ้าเรามองคนอื่นที่แย่กว่าเราแล้วเรารู้สึกดีขึ้น จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าเราจะมองต่อไปอีกสักนิด มองถึงพวกเขาที่เราเพิ่งได้มองไป ทำอย่างไรที่เราจะได้ไม่ต้องมองพวกเขาอีก
ถ้าเราช่วยเหลือกัน คำกล่าวข้างต้นคงไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะก่อนที่เรากำลังจะมองหาคนอื่น คนอื่นเค้าจะมองหาเรา และหยิบยื่นสิ่งดีๆให้เรา สิ่งสุดท้ายที่เรามองเห็นก็คงมีแต่รอยยิ้มที่จะให้แก่กันนั้นเอง ^_^
มันทำให้เราดีขึ้นจริงๆหรือ...
คนต้นคิดประโยคนั้นจะรู้ไหมว่า ยังมีคนบางคนที่รู้สึกแย่กว่าเดิมอีกหลายเท่า เมื่อได้มองเห็นคนที่แย่ยิ่งกว่าตัวเขาเอง
อาจสงสัยว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกแย่กว่าเดิม ทั้งๆที่มันก็เป็นวิธีที่ช่วยให้คนหลายคนผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้
ถ้าเรามองเหมือนๆกันหมดทั้งโลก แล้วมนุษย์ที่แย่ที่สุด แย่ซ่ะจนหาใครเปรียบไม่ได้ เค้าจะไปมองหาใครดี ใครที่จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ คนที่แย่ยิ่งกว่าเขาจะมีอยู่หรือเปล่า
โชคดีที่มนุษย์ไม่เหมือนกัน ทว่าในความเป็นจริงของความไม่เหมือนกันนี้ กับพ่วงมาด้วยความไม่เท่าเทียมกัน บางคนพิการ บางคนขาดแคลนอาหาร บางคนไม่มีเงิน บางคนแม้แต่ที่ซุกหัวนอนยังไม่มี คนบางพวกต้องการหนีจากสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ แต่หนีผิดวิธี บ้างก็กลายไปเป็นโจรผู้ร้าย กลายเป็นพวกคนไม่ดี ถ้าเราเลือกได้ จะมีซักกี่คนที่อยากเดินทางสายอวิชชาเหล่านั้น
ถ้าเรามองคนอื่นที่แย่กว่าเราแล้วเรารู้สึกดีขึ้น จะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าเราจะมองต่อไปอีกสักนิด มองถึงพวกเขาที่เราเพิ่งได้มองไป ทำอย่างไรที่เราจะได้ไม่ต้องมองพวกเขาอีก
ถ้าเราช่วยเหลือกัน คำกล่าวข้างต้นคงไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะก่อนที่เรากำลังจะมองหาคนอื่น คนอื่นเค้าจะมองหาเรา และหยิบยื่นสิ่งดีๆให้เรา สิ่งสุดท้ายที่เรามองเห็นก็คงมีแต่รอยยิ้มที่จะให้แก่กันนั้นเอง ^_^
วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
บทเพลงแห่งชีวิต
ชีวิตก็เหมือนบทเพลง
บางเพลงก็ง่าย...
บางเพลงก็ยาก...
แต่คงไม่มีเพลงไหนเลยที่ยากตลอดเพลง เปรียบดั่งชีวิตของเรา
บางคนอาจยากลำบากในตอนแรก...
บางคนอาจเผชิญอุปสรรคในช่วงท้ายของชีวิต...
แต่ชีวิตของเรานั้นคงไม่มีทางที่จะเต็มไปด้วยความลำบากตลอดไป ตราบเท่าที่เรายังมีความพยายาม
ความพยายามที่จะเดินหน้าต่อไป...
เดินต่อไปให้ไกล...
ไกลที่สุดเท่าที่เราจะเดินไหว...
สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะผ่านความลำบากมามากมายเพียงใด ความสุข ความสบาย และความเรียบง่ายของชีวิต ก็คงบังเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน
บางเพลงก็ง่าย...
บางเพลงก็ยาก...
แต่คงไม่มีเพลงไหนเลยที่ยากตลอดเพลง เปรียบดั่งชีวิตของเรา
บางคนอาจยากลำบากในตอนแรก...
บางคนอาจเผชิญอุปสรรคในช่วงท้ายของชีวิต...
แต่ชีวิตของเรานั้นคงไม่มีทางที่จะเต็มไปด้วยความลำบากตลอดไป ตราบเท่าที่เรายังมีความพยายาม
ความพยายามที่จะเดินหน้าต่อไป...
เดินต่อไปให้ไกล...
ไกลที่สุดเท่าที่เราจะเดินไหว...
สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะผ่านความลำบากมามากมายเพียงใด ความสุข ความสบาย และความเรียบง่ายของชีวิต ก็คงบังเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันที่ดวงอาทิตย์ดับ!!!
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554
วันนี้เข้านอนตอนตีสี่กว่าๆ หลังจากสวดมนต์เสร็จก็ฟังเพลง Canon in D ของ Johann Pachelbel แต่เปิดตั้งนานก็ยังไม่หลับ คิดว่าเวลานั้นคงใกล้ตีห้าแล้ว ก็ปิดเพลงแล้วนอนต่อ จากนั้นผมก็คงหลับไปแล้วเพราะจำอะไรไม่ได้เลย จำได้แต่ในความฝันของตัวเอง
เท่าที่จำได้เปิดเรื่องมาก็อยู่ในความวุ่นวายเลย มีประกาศให้อยู่ในความสงบ ท้องฟ้าเป็นสีแดง ตอนนั้นยังอยู่ที่บ้านอากง อากงมีชีวิตอยู่แน่ๆ แต่อาม่าไม่รู้เพราะในความฝันไม่เห็น ในตอนนั้นยังไม่รู้สาเหตุของความโกลาหล มารู้อีกทีหลังจากได้ฟังข่าวแล้วว่าเกิดเพราะดวงอาทิตย์ดับ แต่สาเหตุของการดับนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งสาเหตุที่ผมเขียนสิ่งเหล่านี้เพราะในตอนนั้นผมเห็นถึงสิ่งที่ดีงามของมนุษย์ นั้นคือหลังจากที่พวกเราได้รับรู้แล้วว่าโลกเรากำลังเกิดอะไรขึ้นนั้น ดูเหมือนว่าพวกเราจะยอมรับถึงสิ่งที่กำลังเป็นและกำลังจะเกิดในไม่ช้าได้ ผมเห็นเพื่อนมนุษย์ได้ช่วยเหลือกัน ดูแลกัน เกิดความสามัคคีในหมู่เพื่อนมนุษย์แม้จะเคยขัดแย้งกันมาก่อน พวกเราดูเหมือนพร้อมที่จะเผชิญหน้าและรับมือกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นทุกรูปแบบโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ใดๆ
สิ่งเหล่านี้ในความฝัน ผมคิดว่าจริงๆแล้วก็คงมีอยู่ในตัวของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทุกคน แต่ด้วยสิ่งแวดล้อม ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละคนในปัจจุบันไม่เหมือนกัน จึงนำมาด้วยความขัดแย้งต่างๆ สุดท้ายแล้ว คงมีแต่ความเจ็บปวด โดยเฉพาะความเจ็บป่วยที่เกิดกับโลกของเรา...
ถ้าโลกเสียใจกับสิ่งที่เป็นอยู่...เพราะตัวเรา โลกจะบอกเราอยากไร
ถ้าโลกกำลังเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น...เพราะพวกเรา โลกจะทำอย่างไรถึงจะเยียวยาสิ่งเหล่านั้นได้
ณ ตอนนี้ผมเชื่อว่าโลกพยายามบอกเราหลายครั้งแล้ว แต่พวกเราเคยรับฟังอย่างจริงจังหรือไม่
โลกของพวกเรากำลังร้องไห้...(ฝนตก น้ำท่วม)
โลกของพวกเรากำลังไม่สบาย...(มลภาวะเป็นพิษ)
โลกของพวกเรากำลังขาดแคลนสารอาหาร...(ทรัพยากรไม่เพียงพอ)
ถ้าให้ผมเปรียบ ผมคงเปรียบได้อีกเยอะ แต่ตอนนี้ผมเชื่อว่าโลกของพวกเรากำลังโกรธ...(คลื่นยักษ์สึนามิ แผ่นดินไหว) โกรธที่ทำไมพวกเราไม่ช่วยดูแลกันบ้างเลย ทั้งๆที่โลกให้ประโยชน์กับเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่พักอาศัย บรรยากาศที่อบอุ่นและสดชื่น ธรรมชาติแวดล้อมที่สวยงาม แต่ทำไม... ทำไมเราถึงตอบแทนโลกของพวกเราอย่างนั้น...
ถ้าเราไม่ดูแลโลกของพวกเรา แล้วโลกจะดูแลพวกเราได้อย่างไร???
วันนี้เข้านอนตอนตีสี่กว่าๆ หลังจากสวดมนต์เสร็จก็ฟังเพลง Canon in D ของ Johann Pachelbel แต่เปิดตั้งนานก็ยังไม่หลับ คิดว่าเวลานั้นคงใกล้ตีห้าแล้ว ก็ปิดเพลงแล้วนอนต่อ จากนั้นผมก็คงหลับไปแล้วเพราะจำอะไรไม่ได้เลย จำได้แต่ในความฝันของตัวเอง
เท่าที่จำได้เปิดเรื่องมาก็อยู่ในความวุ่นวายเลย มีประกาศให้อยู่ในความสงบ ท้องฟ้าเป็นสีแดง ตอนนั้นยังอยู่ที่บ้านอากง อากงมีชีวิตอยู่แน่ๆ แต่อาม่าไม่รู้เพราะในความฝันไม่เห็น ในตอนนั้นยังไม่รู้สาเหตุของความโกลาหล มารู้อีกทีหลังจากได้ฟังข่าวแล้วว่าเกิดเพราะดวงอาทิตย์ดับ แต่สาเหตุของการดับนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งสาเหตุที่ผมเขียนสิ่งเหล่านี้เพราะในตอนนั้นผมเห็นถึงสิ่งที่ดีงามของมนุษย์ นั้นคือหลังจากที่พวกเราได้รับรู้แล้วว่าโลกเรากำลังเกิดอะไรขึ้นนั้น ดูเหมือนว่าพวกเราจะยอมรับถึงสิ่งที่กำลังเป็นและกำลังจะเกิดในไม่ช้าได้ ผมเห็นเพื่อนมนุษย์ได้ช่วยเหลือกัน ดูแลกัน เกิดความสามัคคีในหมู่เพื่อนมนุษย์แม้จะเคยขัดแย้งกันมาก่อน พวกเราดูเหมือนพร้อมที่จะเผชิญหน้าและรับมือกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นทุกรูปแบบโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ใดๆ
สิ่งเหล่านี้ในความฝัน ผมคิดว่าจริงๆแล้วก็คงมีอยู่ในตัวของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทุกคน แต่ด้วยสิ่งแวดล้อม ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละคนในปัจจุบันไม่เหมือนกัน จึงนำมาด้วยความขัดแย้งต่างๆ สุดท้ายแล้ว คงมีแต่ความเจ็บปวด โดยเฉพาะความเจ็บป่วยที่เกิดกับโลกของเรา...
ถ้าโลกเสียใจกับสิ่งที่เป็นอยู่...เพราะตัวเรา โลกจะบอกเราอยากไร
ถ้าโลกกำลังเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น...เพราะพวกเรา โลกจะทำอย่างไรถึงจะเยียวยาสิ่งเหล่านั้นได้
ณ ตอนนี้ผมเชื่อว่าโลกพยายามบอกเราหลายครั้งแล้ว แต่พวกเราเคยรับฟังอย่างจริงจังหรือไม่
โลกของพวกเรากำลังร้องไห้...(ฝนตก น้ำท่วม)
โลกของพวกเรากำลังไม่สบาย...(มลภาวะเป็นพิษ)
โลกของพวกเรากำลังขาดแคลนสารอาหาร...(ทรัพยากรไม่เพียงพอ)
ถ้าให้ผมเปรียบ ผมคงเปรียบได้อีกเยอะ แต่ตอนนี้ผมเชื่อว่าโลกของพวกเรากำลังโกรธ...(คลื่นยักษ์สึนามิ แผ่นดินไหว) โกรธที่ทำไมพวกเราไม่ช่วยดูแลกันบ้างเลย ทั้งๆที่โลกให้ประโยชน์กับเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่พักอาศัย บรรยากาศที่อบอุ่นและสดชื่น ธรรมชาติแวดล้อมที่สวยงาม แต่ทำไม... ทำไมเราถึงตอบแทนโลกของพวกเราอย่างนั้น...
ถ้าเราไม่ดูแลโลกของพวกเรา แล้วโลกจะดูแลพวกเราได้อย่างไร???
~~~ จบแต่ยังไม่บริบูรณ์ ~~~
แบบว่าเขียนถึงสิ่งดีๆไปแล้ว ก็เลยอยากเขียนถึงสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นบ้าง นั้นคือ
................
.............
..........
.......
....
.
.............
..........
.......
....
.
ตื่นไปทำแลปสายอะ ฮือๆ ไม่น่านอนเพลินเลย 8 โมงกว่าแล้ว อ๊ากกก T_T
~~~ Sad Ending ~~~
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)