แต่เมื่อกาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ผู้ชายคนนั้นก็ถูกเรียกว่า"ผู้ชายที่แปลกที่สุดในสามโลก" ตะลึง! ตึง! ตึง! ซึ่งมันดันชอบชื่อนี้มาก สงสัยมันจะชอบอะไรแปลกๆ ของแปลก? และก็ไม่รู้เพราะอะไร อาจด้วยความแปลกของมันมั้ง มันเลยถือโอกาสนี้เขียนเรื่องที่ค้างคาอยู่ให้เสร็จเสียที อันนี้ก็ต้องขอขอบคุณคนที่เรียกมันว่า "ผู้ชายที่แปลกที่สุดในสามโลก" ด้วย เพราะทำให้มันยอมอู้งานเพื่อมาเขียนเรื่องนี้กันเลยทีเดียวเชียว จบ ~~~
...........
.........
.......
.....
...
.
ซ่ะที่ไหนกัน ฮิ้ววว!!! (เมิงจะ foreplay นานไปไหนเนี่ยยย)
ไม่เล้าโลมแล้วก็ได้ 555 เข้าเรื่องดีกว่า ต่อไปนี้คือเนื้อหาที่ผู้ชายคนนั่นเขียนไว้น่ะครับ
ถ้าถามผมว่าเราควรมีใครเป็นแบบอย่างหรือไม่ ผมคงตอบว่าควรมี เพราะการที่เรามีตัวอย่างหรือแบบอย่างที่ดีนั้นจะช่วยให้เราเดินไปในทิศทางที่ถูกที่ควร และอิทธิพลจากแบบอย่างเหล่านั้นจะเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าที่จะก้าวต่อไปในสถานการณ์บางอย่างที่ยากต่อการตัดสินใจ คนเรามักเจอแบบอย่างที่ดีหรือ role model อยู่แล้วเป็นปกติ แต่ด้วยความเป็นปกตินั้นเรามักจะลืมเอาข้อดีของพวกเขาเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ แม้แต่ในสายอาชีพเดียวกันเอง เวลาเจอคนเก่งหรือคนที่เขาประสบความสำเร็จ เราอาจมองแค่เขาก็เก่งดีน่ะ แต่ทว่าเราลืมที่จะย้อนมองไปก่อนหน้านั้นว่ากว่าที่เขาจะประสบความสำเร็จมีที่มาอย่างไร เขาอาจต้องผ่าอุปสรรคและขวากหนามอย่างยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ได้ บางทีถ้าย้อนมองสิ่งเหล่านั้นมากกว่าความสำเร็จในปัจจุบันของเขา ผมเชื่อว่ามันจะเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าที่จะเดินต่อไปในหนทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะแรงบันดาลใจของพวกเขาที่เต็มไปด้วยความมุมานะจะเป็นดั่งเข็มทิศให้แก่ผู้เดินทางที่มีจุดหมายเดียวกันอย่างแน่นอน
การเดินตามแบบอย่างก็มีข้อดีคือเมื่อประสบพบปัญหา อย่างน้อยเราก็อาจยังมีหนทางแก้ไข เพราะแบบอย่างของเราเค้าอาจได้เคยแก้ไขและผ่านพ้นมันไปแล้ว เราก็ทำแค่เดินตามทางที่เค้าได้เดินผ่านไปแล้วเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องทำทุกอย่างให้เหมือนเค้า เพราะไม่ได้มีเครื่องยืนยันว่าถ้าทำเหมือนเค้าแล้วเราจะประสบความสำเร็จหรือผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้
มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียคือ มันอาจทำให้เราลืมคิดถึงกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆไป เพราะมัวแต่มองหารอยเท้าที่เหลือทิ้งไว้เท่านั้น ถ้าคนที่เคยแต่พึ่ง guideline หรือ troubleshooting เจอสิ่งที่นอกเหนือไปจากนั้น เขาจะแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบง่ายที่สุดสำหรับทางออกนั้นก็คือตัวของเราเอง ถ้าเรารู้จักฝึกฝนกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป ไม่ว่าเวลาเราเจอปัญหาที่ยากขนาดไหน ผมเชื่อว่าเราจะต้องผ่านพ้นมันไปได้
การฝึกฝนกระบวนการคิดก็ไม่ได้ยากหรือต้องใช้เวลามาก เราก็แค่มีสติรู้ว่าตัวเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปแล้วได้อะไรก็เท่านั้น เราสามารถอาศัยกระบวนการสังเกตมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกัน สังเกตตัวเอง สังเกตผู้อื่น สังเกตแบบอย่างของเรา สังเกตถึงข้อดีต่างๆในตัวเขา ถ้าเรามีแบบอย่างหลายคนก็จะยิ่งเป็นการดี เพราะเราสามารถเลือกคุณสมบัติเหล่านั้นมาปรับใช้กับตัวเราได้ตามศาสตร์ Mix and Match แต่อย่าลืมว่าเราก็ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง แก่นแท้ของตัวเราเองเราย่อมรู้ดีว่าเป็นแบบไหน ถ้าเราฝืนทำในสิ่งที่มันไม่ใช่ตัวของเราเองมากๆ ความทุกข์มันคงจะมาหาเรามากกว่าพาเราไปสู่ความสำเร็จ ถ้าเราเอาอะไรมา mix กันมากๆ โดยที่ไม่รู้จักความพอดี มันอาจจะส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงมาได้เปรียบเช่นเดียวกับเวลาเราผสมสี ถ้าเราเอาสีหลายๆสีมาผสมกันมากๆ สีสันสดใสก็จะค่อยๆจางหายไป สุดท้ายแล้วก็จะคงมีแต่สีดำที่รอคอยเราอยู่
ถึงแม้เราจะพยายามตามแบบฉบับบุคคลตัวอย่างเพราะเราเห็นว่ามีจุดหมายปลายทางเหมือนกัน แต่เป้าหมายที่แท้จริงของแต่ละคนนั้น เราคงไม่มีวันได้รับรู้เป็นแน่แท้ และเป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตมันจะดำเนินไปและผมลัพธ์จะออกมาเหมือนกัน
สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ว่าทำไมผมถูกเรียกว่า”ผู้ชายที่แปลกที่สุดในสามโลก” แล้วผมชอบ ความแปลกก็คือความไม่เหมือน ผมคงแปลกจริงๆ เพราะผมไม่ชอบเหมือนผู้อื่นแม้ว่าคนนั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตาม ผมชอบความเป็นตัวของตัวเอง เพราะมันสบายใจมากกว่าและไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ แต่ผมก็มี role model ของผมน่ะ มีเยอะมาก มีเกือบทุกด้าน มีเต็มไปหมด มีจนเรียกได้ว่าพอรู้ว่าอันไหนดีก็นำมาใช้ อันไหนไม่ดีก็ปล่อยไว้เฉยๆ เอามาประยุกต์ปรับปรุงและปรับใช้จนกลายเป็นแบบฉบับของผมเอง หลักของผมก็ง่ายๆไม่ซับซ้อนอะไร ผมจำแค่ Model & Mix & Match & Me (ใครจะจำเป็นชื่อขนมเอ็มแอ็นเอ็มผมก็ไม่ว่ากัน แค่สองซองเท่านั้นก็ได้เอ็มมาสี่ตัวแล้ว หรือจะเป็นเอ็มร้อยห้าสิบก็ได้สี่ขวดเท่านั้น) อธิบายง่ายๆก็คือ เราก็แค่มีแบบอย่างแล้วก็เอามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา โดยที่ไม่ลืมตัวตนที่แท้จริง แค่นั้นก็จะออกมาเป็นมนุษย์ที่อาจโดนเรียกว่า “ผู้ชายที่แปลกที่สุดในสามโลก” ได้ เพราะไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร (ควรภูมิใจดีไหมเนี่ย?)
สุดท้ายแล้วก็คงต้องพูดว่า นานาจิตตัง เพราะทุกคนย่อมมีแนวคิดและทางเดิน ซึ่งถูกขีดเขียนและบรรเลงด้วยบทเพลงของชีวิตจากพวกเขานั้นเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าชื่อของอีตาศาสตราจารย์นั้นมันหื่นๆยังไงก็ไม่รู้ และสรุปแล้วปราชญ์คนนั้นมันเป็นใครว่ะ???
~~~ จบแบบแปลกๆ ~~~