ยินดีต้อนรับสู่ Blog ของคนที่ไม่ค่อยมีเวลาจ้าาา... แต่ก็มีความสุขน่ะจะบอกให้ อิอิ \(^-^)/
วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
จีบหมอฟัน
เกรียน: ปวดเหลือเกินครับหมอ
หมอ: เป็นไรค่ะ
เกรียน: หมอช่วยผมให้หายปวดได้ ใช่ไหมครับ
หมอ: ค่ะ
เกรียน: ช่วยถอนรักคุดให้ผมทีได้ไหม =_="
หมอ: @&%$# ! ! !
หมอ: เป็นไรค่ะ
เกรียน: หมอช่วยผมให้หายปวดได้ ใช่ไหมครับ
หมอ: ค่ะ
เกรียน: ช่วยถอนรักคุดให้ผมทีได้ไหม =_="
หมอ: @&%$# ! ! !
วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
Cooking Tip #3 สูตรน้ำหมักป้าเธียร (จะเอามาแข่งกับป้าเช็ง)
คำเตือน: ต่อไปนี้จะเขียนโดยใช้ภาษาชั้นสูงตามหลักวิชาการ ยากมากๆ วิทยาศาสตร์ล้วนๆ Technical term ทั้งนั้น จริงจังสุดๆ ไม่มีไร้สาระอีกต่อไป
Material required but not provided:
1. น้ำองุ่น
2. Merlot
3. Ginger ale
ผสมส่วนผสมทั้ง 3 อย่างเข้าด้วยกันในอัตราส่วนดังต่อไปนี่
4-3-3
3-4-3
3-5-2
เลือกมาซักสูตรตามความชอบของแต่ละคน ถ้าชอบเน้นเกมรุกก็ 4-3-3 หรือ 3-4-3 เกมรับก็ 3-5-2 เอ้ยยย
- ถ้าชอบหวานแบบองุ๊นองุ่นก็ 4-3-3 เหมาะกับการเอามากินเล่นๆชิลๆ เก๋ๆ (อะไรคือเก๋ๆฟ่ะ???)
- ถ้า 3-5-2 จะหนัก Merlot เอาไว้กินคู่กับอาหารพวกสเต็กจะดีมาก (อันนี้ความรู้เรื่องจริงไม่ได้โม้น่ะ คือพวกไวน์แดงเนี่ยเอามากินกับพวกอาหารรสเข้มจะอร่อยมาก ฟินได้)
- ส่วน 3-4-3 จะหวานจาก Ginger ale นั่นเอง รสจะออกแนวกลางๆ เหมือนแบบว่าเมิงจะเอาไงแน่ฟ่ะ จะจีบกรูหรือไม่ได้จีบกรู!!! อารมณ์จะประมาณนี้
เอาสูตรบอลมาประยุกต์ในการผสมน้ำอร่อยๆกินได้จริงๆน่ะ ลองมาหลายสูตรแล้ว ยกเว้น สูดเตี๋ยว กับ สูดรูเตี๋ยว (อย่าผวน) อันนี้ยังไม่ได้ลอง
วิธีผสมก็ง่ายๆจะใส่อะไรก่อนอะไรหลังก็ใส่ๆเข้าไปเหอะ mixๆ swirlๆ ตามอัธยาศัย จะเอาไป vortex หรือ centrifuge ก็ไม่ห้าม แต่สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ลงไปตลอดเวลาก็คือความรักและความอบอุ่นน่ะจ๊ะ ฮิ้ววว ว ว
คุณสมบัติของน้ำชนิดนี่:
สามารถทำให้อ้วนได้อย่างไม่ต้องสงสัย พื้นที่ในร่างกายจะถูกแทรกซึมไปด้วยกลิ่นอายจากองุ่นและแอลกอฮอล์จาก Merlot ผิวจะเนียนนุ่มนิ่มน่ากอดน่าฟัดน่าโซเดมาคอมเหมือนเนื้อหมักก็ไม่ปาน และทำให้ Happy+ฟินที่เห็นพุงตัวเองล้ำหน้า (Off-side) นั้นเอง T_T
ปล. มันวิทยาศาสตร์ตรงไหนเนี่ย!!!
Material required but not provided:
1. น้ำองุ่น
2. Merlot
3. Ginger ale
ผสมส่วนผสมทั้ง 3 อย่างเข้าด้วยกันในอัตราส่วนดังต่อไปนี่
4-3-3
3-4-3
3-5-2
เลือกมาซักสูตรตามความชอบของแต่ละคน ถ้าชอบเน้นเกมรุกก็ 4-3-3 หรือ 3-4-3 เกมรับก็ 3-5-2 เอ้ยยย
- ถ้าชอบหวานแบบองุ๊นองุ่นก็ 4-3-3 เหมาะกับการเอามากินเล่นๆชิลๆ เก๋ๆ (อะไรคือเก๋ๆฟ่ะ???)
- ถ้า 3-5-2 จะหนัก Merlot เอาไว้กินคู่กับอาหารพวกสเต็กจะดีมาก (อันนี้ความรู้เรื่องจริงไม่ได้โม้น่ะ คือพวกไวน์แดงเนี่ยเอามากินกับพวกอาหารรสเข้มจะอร่อยมาก ฟินได้)
- ส่วน 3-4-3 จะหวานจาก Ginger ale นั่นเอง รสจะออกแนวกลางๆ เหมือนแบบว่าเมิงจะเอาไงแน่ฟ่ะ จะจีบกรูหรือไม่ได้จีบกรู!!! อารมณ์จะประมาณนี้
เอาสูตรบอลมาประยุกต์ในการผสมน้ำอร่อยๆกินได้จริงๆน่ะ ลองมาหลายสูตรแล้ว ยกเว้น สูดเตี๋ยว กับ สูดรูเตี๋ยว (อย่าผวน) อันนี้ยังไม่ได้ลอง
วิธีผสมก็ง่ายๆจะใส่อะไรก่อนอะไรหลังก็ใส่ๆเข้าไปเหอะ mixๆ swirlๆ ตามอัธยาศัย จะเอาไป vortex หรือ centrifuge ก็ไม่ห้าม แต่สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ลงไปตลอดเวลาก็คือความรักและความอบอุ่นน่ะจ๊ะ ฮิ้ววว ว ว
คุณสมบัติของน้ำชนิดนี่:
สามารถทำให้อ้วนได้อย่างไม่ต้องสงสัย พื้นที่ในร่างกายจะถูกแทรกซึมไปด้วยกลิ่นอายจากองุ่นและแอลกอฮอล์จาก Merlot ผิวจะเนียนนุ่มนิ่มน่ากอดน่าฟัดน่าโซเดมาคอมเหมือนเนื้อหมักก็ไม่ปาน และทำให้ Happy+ฟินที่เห็นพุงตัวเองล้ำหน้า (Off-side) นั้นเอง T_T
ปล. มันวิทยาศาสตร์ตรงไหนเนี่ย!!!
วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
เสน่ห์ของผู้หญิง
คุณผู้หญิงครับ คุณรู้ตัวไหมว่าเสน่ห์ของคุณ บางครั้งมันไม่ได้อยู่ที่หน้าตาหรือหุ่นเอวบางร่างน้อยหรอกครับ ผู้ชายบางคนอาจสนใจแค่นั้น แต่จริงๆแล้ว "เสียง" ที่ไพเราะของคุณก็ถือเป็นเสน่ห์อย่างนึงน่ะครับ แนะนำว่าถ้าได้ผู้ชายที่ชอบคุณเพราะเสียงของคุณเนี่ยจะถือว่าโชคดีมาก เพราะเค้าจะตั้งใจฟังเรื่องราวของคุณได้ทุกเรื่องเลย ปัญหาที่ผู้ชายไม่ค่อยมีเวลารับฟังจะหมดไป แถมเวลาคุณอยากด่าเค้า หรือจะบ่นอะไรให้ฟัง เค้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะเค้าจะเห็นเสียงของคุณเป็นเหมือนเพลงคลาสสิคไพเราะเสนาะหูตลอดเวลา รับรองครับว่าถ้าได้ผู้ชายแบบนี้ไป โลกสงบครับ เหมือนคุณได้ลูกแมวเชื่องๆเลยครับ หากคุณต้องการอะไรแค่บอกไปเท่านั้นไม่ต้องทำอะไรมาก มนต์สะกดจากเสียงที่ไพเราะของคุณจะทำให้ผู้ชายอ่อนระทวยจนต้องทำตามทุกอย่างแน่นอนเลยครับ
ลองคิดดูครับว่าถ้าผู้ชายคนนั้นชอบคุณเพราะความสวยหรือหุ่นของคุณ กับชอบคุณเพราะเสียงที่ไพเราะ อันไหนจะดีกว่ากัน
ความสวยหรือหุ่นดี ในแง่การลงทุนแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มครับ นับวันมีแต่เสื่อมค่าลง จะมีก็แต่หุ่นที่อาจขยายพอร์ตเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าผู้ชายหลายคนที่สนใจคุณเพราะเรื่องพวกนี้ คงไม่อยากได้ผู้หญิงที่ขยายพอร์ตเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาหรอกครับ คงเป็นสิ่งเดียวที่อยากเก็บไว้ให้เหมือนเดิมเหมือนตอนที่เจอกันแรกๆ ตอนที่คุณยังสาวยังสวยยังหุ่นดีอยู่ แต่จะเป็นไปได้เหรอครับ? ที่สำคัญเวลามีปัญหาเกิดขึ้น ความสวยหรือหุ่นดีมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้น่ะครับ เวลาทะเลาะกันขึ้นมา จะมีคนรับฟังสิ่งที่คุณอยากบอกหรือป่าว ผมก็ไม่รู้ครับ
แต่ถ้าชอบคุณเพราะเสียงผมว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ เพราะอย่างน้อยเราก็เสมอต้นเสมอปลายไม่มีทางที่จะติดลบครับ เสียงของคุณคงไม่น่าจะเสื่อมไปตามกาลเวลาได้โดยง่าย
ดังนี้แล้ว เราควรจะเลือกผู้ชายที่ชอบเราตรงไหนดี?
ลองคิดดูครับว่าถ้าผู้ชายคนนั้นชอบคุณเพราะความสวยหรือหุ่นของคุณ กับชอบคุณเพราะเสียงที่ไพเราะ อันไหนจะดีกว่ากัน
ความสวยหรือหุ่นดี ในแง่การลงทุนแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มครับ นับวันมีแต่เสื่อมค่าลง จะมีก็แต่หุ่นที่อาจขยายพอร์ตเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าผู้ชายหลายคนที่สนใจคุณเพราะเรื่องพวกนี้ คงไม่อยากได้ผู้หญิงที่ขยายพอร์ตเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาหรอกครับ คงเป็นสิ่งเดียวที่อยากเก็บไว้ให้เหมือนเดิมเหมือนตอนที่เจอกันแรกๆ ตอนที่คุณยังสาวยังสวยยังหุ่นดีอยู่ แต่จะเป็นไปได้เหรอครับ? ที่สำคัญเวลามีปัญหาเกิดขึ้น ความสวยหรือหุ่นดีมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้น่ะครับ เวลาทะเลาะกันขึ้นมา จะมีคนรับฟังสิ่งที่คุณอยากบอกหรือป่าว ผมก็ไม่รู้ครับ
แต่ถ้าชอบคุณเพราะเสียงผมว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ เพราะอย่างน้อยเราก็เสมอต้นเสมอปลายไม่มีทางที่จะติดลบครับ เสียงของคุณคงไม่น่าจะเสื่อมไปตามกาลเวลาได้โดยง่าย
ดังนี้แล้ว เราควรจะเลือกผู้ชายที่ชอบเราตรงไหนดี?
วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
Cooking Tip #2 ข้าวใหม่ & ข้าวเก่า & ข้าวผัด
เค้าบอกว่าการที่จะทำข้าวผัดให้อร่อยต้องใช้ข้าวเก่า ยิ่งเป็นข้าวสวยเหลือๆจากเมื่อวานจะยิ่งดี เมื่อนำมาผัดข้าวจะเป็นเม็ดๆน่ากินเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าเป็นข้าวที่หุงเสร็จใหม่ๆมันจะผัดแล้วเละ แถมแฉะอีกต่างหาก
แต่ถ้าเราไม่มีข้าวเก่าจะทำยังไง? เราจะสามารถใช้ข้าวใหม่มาทำโดยไม่เละได้หรือไม่? ต้องรอให้ข้าวมันเก่าก่อนถึงจะได้กินอย่างนั้นหรือ เสียเวลาตายชัก? หรือว่าอย่าไปทำมันเลย ไม่กินก็ได้ฟ่ะ ไม่แคร์?
ปัญหาทั้งหมดจะหมดไป เพราะจริงๆแล้วเราสามารถทำข้าวผัดที่อร่อยจากข้าวใหม่โดยไม่เละและไม่ต้องรอให้เสียเวลาได้!!!
โดยใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้
- ก่อนอื่นให้หุงข้าวสวยเหมือนปกติ
- ระหว่างที่รอข้าวมันสุก ก็ให้ไปหาเกมมันส์ๆมาเล่นซ่ะ ยิ่งมันส์เท่าไหร่ยิ่งดี (ข้อนี้สำคัญมาก)
- เมื่อข้าวสุกได้ที่แล้ว ก็รอซักพักเพื่อให้ข้าวมันหายร้อน ระหว่างนั้นก็เล่นเกมต่อไป (ข้อนี้ก็สำคัญเหมือนกัน)
- เมื่อเล่นเกมไปเรื่อยๆระหว่างรอข้าว ถ้าเกมนั้นมันมันส์จริง เราจะติด! และจะไม่มีอารมณ์ไปทำอาหาร เมื่อได้ฟิวล์ถึงจุดนี้จะถือว่า นี่แหล่ะคือหัวใจของเคล็ดลับในครั้งนี้!!! ระหว่างนี้ถึงแม้ว่าจะหิวขนาดไหนก็ตาม เราก็จะมีภูมิต้านทานสามารถทนต่อความหิวโหยเหล่านั้นได้ และเมนูอาหารที่อยู่ในหัวมันจะเป็นอะไรก็ได้ที่เร็วๆ ง่ายๆ และอิ่ม ข้าวผัดหน่ะเหรอ เช๊อะ! ไม่ได้แอ้มเราหรอก นาทีนี้ต้องมาม่าเท่านั้น!!!
- ดังนี้แล้ว ข้าวใหม่ที่เราหุงไว้ก็จะไม่ได้เอามาทำข้าวผัดในทันที มื้อ/วันต่อไปก็ค่อยเอามาทำข้าวผัดซ่ะ แค่นี่ง่ายๆเราก็จะได้ข้าวผัดจากข้าวใหม่นั้นเอง แถมไม่ต้องรอด้วยเพราะเอาเวลาไปเสพติดเกมเกือบทั้งหมด แต่ช้าก่อน อาจมีคำถามว่ามันข้าวใหม่ตรงไหน ก็ตอบได้เลยว่าใหม่ตรงที่ว่าข้าวนั้นยังไม่ได้ถูกใช้ไง ของอะไรทียังไม่ได้ถูกใช้เราก็เรียกว่าของใหม่ ถูกป่าว 555
~~~ ข้อควรระวัง ~~~
ระวังจะติดเกมมากเกินไป จนข้าวที่เก็บไว้มันจะไม่เก่าธรรมดา มันจะเก่าจนเสียไปเลย เหอะๆ
แต่ถ้าเราไม่มีข้าวเก่าจะทำยังไง? เราจะสามารถใช้ข้าวใหม่มาทำโดยไม่เละได้หรือไม่? ต้องรอให้ข้าวมันเก่าก่อนถึงจะได้กินอย่างนั้นหรือ เสียเวลาตายชัก? หรือว่าอย่าไปทำมันเลย ไม่กินก็ได้ฟ่ะ ไม่แคร์?
ปัญหาทั้งหมดจะหมดไป เพราะจริงๆแล้วเราสามารถทำข้าวผัดที่อร่อยจากข้าวใหม่โดยไม่เละและไม่ต้องรอให้เสียเวลาได้!!!
โดยใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้
- ก่อนอื่นให้หุงข้าวสวยเหมือนปกติ
- ระหว่างที่รอข้าวมันสุก ก็ให้ไปหาเกมมันส์ๆมาเล่นซ่ะ ยิ่งมันส์เท่าไหร่ยิ่งดี (ข้อนี้สำคัญมาก)
- เมื่อข้าวสุกได้ที่แล้ว ก็รอซักพักเพื่อให้ข้าวมันหายร้อน ระหว่างนั้นก็เล่นเกมต่อไป (ข้อนี้ก็สำคัญเหมือนกัน)
- เมื่อเล่นเกมไปเรื่อยๆระหว่างรอข้าว ถ้าเกมนั้นมันมันส์จริง เราจะติด! และจะไม่มีอารมณ์ไปทำอาหาร เมื่อได้ฟิวล์ถึงจุดนี้จะถือว่า นี่แหล่ะคือหัวใจของเคล็ดลับในครั้งนี้!!! ระหว่างนี้ถึงแม้ว่าจะหิวขนาดไหนก็ตาม เราก็จะมีภูมิต้านทานสามารถทนต่อความหิวโหยเหล่านั้นได้ และเมนูอาหารที่อยู่ในหัวมันจะเป็นอะไรก็ได้ที่เร็วๆ ง่ายๆ และอิ่ม ข้าวผัดหน่ะเหรอ เช๊อะ! ไม่ได้แอ้มเราหรอก นาทีนี้ต้องมาม่าเท่านั้น!!!
- ดังนี้แล้ว ข้าวใหม่ที่เราหุงไว้ก็จะไม่ได้เอามาทำข้าวผัดในทันที มื้อ/วันต่อไปก็ค่อยเอามาทำข้าวผัดซ่ะ แค่นี่ง่ายๆเราก็จะได้ข้าวผัดจากข้าวใหม่นั้นเอง แถมไม่ต้องรอด้วยเพราะเอาเวลาไปเสพติดเกมเกือบทั้งหมด แต่ช้าก่อน อาจมีคำถามว่ามันข้าวใหม่ตรงไหน ก็ตอบได้เลยว่าใหม่ตรงที่ว่าข้าวนั้นยังไม่ได้ถูกใช้ไง ของอะไรทียังไม่ได้ถูกใช้เราก็เรียกว่าของใหม่ ถูกป่าว 555
~~~ ข้อควรระวัง ~~~
ระวังจะติดเกมมากเกินไป จนข้าวที่เก็บไว้มันจะไม่เก่าธรรมดา มันจะเก่าจนเสียไปเลย เหอะๆ
วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555
Cooking Tip #1 น้ำหมัก & น้ำซุปข้าวต้ม
น้ำจากการหมักพวกหมู ไก่ เนื้อ เอาไปทำเป็นน้ำซุปข้าวต้ม อร๊อย อร่อย
สูตรที่ใช้หมัก
- ไวน์ (จริงๆแล้ว อะไรก็ได้ที่มีแอลกอฮอล์ แล้วแต่วิตามิน M ในกระเป๋า และ style ของแต่ละคน)
- เกลือ
- ซอสปรุงรส
- น้ำปลา
- น้ำตาล
- ไข่ (มีก็ใส่ ไม่มีก็ไม่ต้องใส่)
- น้ำมัน (เล็กน้อย โดยเฉพาะกับพวกเนื้อหรือหมูที่มีไขมันแทรกน้อย ไก่ไม่จำเป็นต้องใส่ ยกเว้นส่วนหน้าอก อาจเพิ่มได้ตามความต้องการ)
ใส่ส่วนผสมลงไปในสิ่งที่ต้องการจะหมักในอัตราส่วนขึ้นกับอารมณ์ ณ ตอนนั้น แล้วก็เอามือ(ที่สะอาด)ขย่ำเข้าไป หลังจากนั้นก็เอาเข้าตู้เย็น 4°C เป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ได้ แล้วแต่ว่าอยากกินเมื่อไหร่ก็ค่อยเอาออกมาปรุงอาหาร เมื่อเอาเนื้อไปแล้ว น้ำเหลือก็อย่าทิ้ง เอาไปทำน้ำซุปข้าวต้มซ่ะ ปรุงเพิ่มอีกนิดหน่อยก็จะได้น้ำซุปที่หวานอร่อยตามต้องการ อ้าาา า า ฟิน!!!
สูตรที่ใช้หมัก
- ไวน์ (จริงๆแล้ว อะไรก็ได้ที่มีแอลกอฮอล์ แล้วแต่วิตามิน M ในกระเป๋า และ style ของแต่ละคน)
- เกลือ
- ซอสปรุงรส
- น้ำปลา
- น้ำตาล
- ไข่ (มีก็ใส่ ไม่มีก็ไม่ต้องใส่)
- น้ำมัน (เล็กน้อย โดยเฉพาะกับพวกเนื้อหรือหมูที่มีไขมันแทรกน้อย ไก่ไม่จำเป็นต้องใส่ ยกเว้นส่วนหน้าอก อาจเพิ่มได้ตามความต้องการ)
ใส่ส่วนผสมลงไปในสิ่งที่ต้องการจะหมักในอัตราส่วนขึ้นกับอารมณ์ ณ ตอนนั้น แล้วก็เอามือ(ที่สะอาด)ขย่ำเข้าไป หลังจากนั้นก็เอาเข้าตู้เย็น 4°C เป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ได้ แล้วแต่ว่าอยากกินเมื่อไหร่ก็ค่อยเอาออกมาปรุงอาหาร เมื่อเอาเนื้อไปแล้ว น้ำเหลือก็อย่าทิ้ง เอาไปทำน้ำซุปข้าวต้มซ่ะ ปรุงเพิ่มอีกนิดหน่อยก็จะได้น้ำซุปที่หวานอร่อยตามต้องการ อ้าาา า า ฟิน!!!
วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555
ข้อคิดจากการทำอาหาร
อาหารบางชนิดถ้าเรารีบใช้ความร้อนมากไปในการปรุง อาหารนั้นอาจออกมาสุกเกินพอดี ถ้าเราใจเย็นใช้ไฟอ่อน อาหารนั้นอาจไม่สุกเลยก็เป็นได้ รสชาติที่ออกมาก็จะไม่อร่อยอย่างที่ควรจะเป็น
บางครั้งชีวิตคนเราก็เหมือนการทำอาหาร เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ถูกปัญหารุมเร้า ถ้าเราใจร้อนเราอาจไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้หรือผลลัพธ์อาจออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าเราใจเย็นจนไม่คิดจะทำอะไรเลย ปัญหานั้นอาจมีเพิ่มและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้นแล้ว เราจะต้องมองให้ออกว่า "จังหวะ" ที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาคืออะไร ช่วงตรงกลางระหว่างการรีบตัดสินใจจนไม่รอบคอบกับปล่อยให้ปัญหาบานปลายโดยไม่ได้ทำอะไร นั้นแหล่ะคือช่วงเวลาที่ "เหมาะสม" เช่นเดียวกันกับการทำอาหาร จะต้องใส่อะไรก่อนอะไรหลัง ต้องใช้ไฟแรงขนาดไหน ต้องใช้เวลาปรุงเท่าไหร่ ถ้าเราทำได้อย่างพอเหมาะ อาหารนั้นก็จะออกมามีรสชาติที่อร่อยพอดี ไม่อ่อนหรือเข้มเกินไป ถ้าเรารู้จักใช้ "จังหวะ" ที่ถูกต้อง ปัญหาก็จะคลี่คลายไปด้วยดีเฉกเช่นเดียวกันกับความหอมอร่อยจากอาหารที่ผ่านการปรุงอย่าง "เหมาะสม" แล้วนั่นเอง
บางครั้งชีวิตคนเราก็เหมือนการทำอาหาร เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่ถูกปัญหารุมเร้า ถ้าเราใจร้อนเราอาจไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้หรือผลลัพธ์อาจออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าเราใจเย็นจนไม่คิดจะทำอะไรเลย ปัญหานั้นอาจมีเพิ่มและแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้นแล้ว เราจะต้องมองให้ออกว่า "จังหวะ" ที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาคืออะไร ช่วงตรงกลางระหว่างการรีบตัดสินใจจนไม่รอบคอบกับปล่อยให้ปัญหาบานปลายโดยไม่ได้ทำอะไร นั้นแหล่ะคือช่วงเวลาที่ "เหมาะสม" เช่นเดียวกันกับการทำอาหาร จะต้องใส่อะไรก่อนอะไรหลัง ต้องใช้ไฟแรงขนาดไหน ต้องใช้เวลาปรุงเท่าไหร่ ถ้าเราทำได้อย่างพอเหมาะ อาหารนั้นก็จะออกมามีรสชาติที่อร่อยพอดี ไม่อ่อนหรือเข้มเกินไป ถ้าเรารู้จักใช้ "จังหวะ" ที่ถูกต้อง ปัญหาก็จะคลี่คลายไปด้วยดีเฉกเช่นเดียวกันกับความหอมอร่อยจากอาหารที่ผ่านการปรุงอย่าง "เหมาะสม" แล้วนั่นเอง
วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555
หัดล้มและหัดลุก
คนเราส่วนมากกลัวความล้มเหลว จึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะหลีกหนีมัน อย่างไรก็ตาม มันจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่มีวันล้ม เพราะคนเราไม่ได้สมบูรณ์พร้อมไปทุกด้าน นี่คือความจริง มันคือสัจจะธรรม แต่เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกลัวมัน ถ้าเราล้มเมื่อไหร่ วันนั้นไม่ใช่วันที่เราแพ้ แต่จะเป็นวันที่เราได้ลุกขึ้นต่อสู้ ต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับความท้อแท้และสิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามาใส่ ถ้าเราไม่ยอมแพ้มัน มันนี่แหล่ะจะเป็นแรงผลักดันให้ก้าวต่อไปยาวขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นดั่งเหมือนภูมิคุ้มกันให้เราล้มยากขึ้นแม้อุปสรรคนั้นจะมีเล่ห์กลขนาดไหนก็ตาม เราจะต้องไม่แพ้มัน เราจะต้องไม่ถอยหลังหนีมัน แต่จะต้องเรียนรู้และหาวิธีที่จะเอาความสิ้นหวังเหล่านั้นมาเป็นพลังของเราให้จงได้ ถ้าเราไม่เคยล้ม เราจะไม่เคยลุก และเราจะไม่มีวันเข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิตเลย ธรรมชาติของความสุข ธรรมชาติของความสำเร็จ ถ้าเราไม่เคยทุกข์เราจะรู้ไหมว่าความสุขคืออะไร ถ้าเราไม่เคยล้มเหลว เราจะรู้ไหมว่าความสำเร็จคืออะไร
ดังนั้นแล้ว เมื่อเราล้มได้เราก็ต้องลุกได้ เพื่อก้าวต่อไปที่ใหญ่ยิ่งและยาวไกลขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้นแล้ว เมื่อเราล้มได้เราก็ต้องลุกได้ เพื่อก้าวต่อไปที่ใหญ่ยิ่งและยาวไกลขึ้นกว่าเดิม
ความ Perfect
คนเราไม่มีความจำเป็นต้องไปพยายามหาความ Perfect เพราะว่ามันไม่มีอยู่จริง ไม่มีอะไรที่เพียบพร้อมสมบูรณ์
ถึงแม้ว่าเราจะพยายามขนาดไหน
ถึงแม้ว่าเราจะเก่งขนาดไหน
ถึงแม้ว่าเราอาจคิดว่านี่คือที่สุดแห่งความสมบูรณ์พร้อมของเราแล้วก็ตาม
แต่คนอื่นอาจไม่ได้มองอย่างนั้น เพราะมาตรฐานของคนไม่เหมือนกัน
ดังนั้นแล้ว เราไม่มีความจำเป็นต้องไปแสวงหามัน แต่แค่พยายามทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่หรือหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ถึงแม้ว่าเราจะพยายามขนาดไหน
ถึงแม้ว่าเราจะเก่งขนาดไหน
ถึงแม้ว่าเราอาจคิดว่านี่คือที่สุดแห่งความสมบูรณ์พร้อมของเราแล้วก็ตาม
แต่คนอื่นอาจไม่ได้มองอย่างนั้น เพราะมาตรฐานของคนไม่เหมือนกัน
ดังนั้นแล้ว เราไม่มีความจำเป็นต้องไปแสวงหามัน แต่แค่พยายามทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่หรือหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ข้อคิดเตือนใจ
After today, you have to assume they're watching you.
If there's anything you need tidied up.
Now's the time.
If there's anything you need tidied up.
Now's the time.
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Letter to the Star
นาย... เราว่า... เรารักนายว่ะ...
แม้ว่าเราได้เจอกันเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆก็ตาม แต่มันช่างเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์จริงๆ
เราไม่รู้ว่านายจะรู้สึกอย่างไรกับเราน่ะ แต่เวลาเราเห็นนาย เรามีความรู้สึกหลายอย่างเกิดขึ้นจนบอกไม่ถูกเลยแหล่ะ
เราดีใจ เราตื่นเต้น เราเสียใจ บางครั้งเราก็กลัวนายน่ะ เรากลัวนายเจ็บ...
นายเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในครอบครัวเราน่ะ
บางครั้งนายเป็นเหมือนเด็กที่ทำให้เราต้องดูแลนาย แถมเป็นเด็กดื้อด้วยน่ะ
นายทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆแล้วนายซับซ้อนกว่าที่เราคิด ถ้าเราเป็นเพื่อนกันได้ตลอดไป มันก็ดีสิน่ะ
นายรู้ไหมสิ่งที่นายสอนเรา มันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆมากมายเลย นายเก่งมากเลยน่ะที่ทนเราได้
เราเจอกันเกือบทุกวันเลย เราหวังว่านายคงไม่เบื่อเราน่ะ
เราไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของนายหรอก แต่เราอยากให้นายเข้าใจความรู้สึกของเราน่ะ
เราว่าน่ะ การที่พวกเราได้พบกัน มันคงเป็นโชคชะตาแน่ๆ
เราอยากขอบคุณนายน่ะที่เสียสละเพื่อเรา
นาย... เราขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม นายอย่าโกรธเราน่ะ
เราขอพานายไปหาดวงดาวได้ไหม...
เราเชื่อว่าบนนั้นคงมีเพื่อนๆอีกมากที่รอนายอยู่ นายจะไม่ต้องทนเราอีกต่อไปแล้ว
นายรู้ไหมเราชอบมองพระจันทร์มากเลย เราหวังว่านายจะชอบมันเหมือนเราน่ะ
นายไม่ต้องห่วงน่ะว่าเราจะลืมนาย เรามองเห็นนายได้ทุกวันเลย เราไม่มีวันลืมนายหรอก
ถ้ามีโอกาสหวังว่าสักวันหนึ่งเราคงมีโอกาสได้พบกันอีกน่ะ
แล้วเจอกัน...
บาย บาย...
และ ลาก่อน... ดวงดาวของผม...
~ ขอมอบบทความนี้ให้แก่ เด็กน้อย เพื่อน และอาจารย์น้อยๆที่จากไปของผม ~
แม้ว่าเราได้เจอกันเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆก็ตาม แต่มันช่างเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์จริงๆ
เราไม่รู้ว่านายจะรู้สึกอย่างไรกับเราน่ะ แต่เวลาเราเห็นนาย เรามีความรู้สึกหลายอย่างเกิดขึ้นจนบอกไม่ถูกเลยแหล่ะ
เราดีใจ เราตื่นเต้น เราเสียใจ บางครั้งเราก็กลัวนายน่ะ เรากลัวนายเจ็บ...
นายเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในครอบครัวเราน่ะ
บางครั้งนายเป็นเหมือนเด็กที่ทำให้เราต้องดูแลนาย แถมเป็นเด็กดื้อด้วยน่ะ
นายทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆแล้วนายซับซ้อนกว่าที่เราคิด ถ้าเราเป็นเพื่อนกันได้ตลอดไป มันก็ดีสิน่ะ
นายรู้ไหมสิ่งที่นายสอนเรา มันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆมากมายเลย นายเก่งมากเลยน่ะที่ทนเราได้
เราเจอกันเกือบทุกวันเลย เราหวังว่านายคงไม่เบื่อเราน่ะ
เราไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของนายหรอก แต่เราอยากให้นายเข้าใจความรู้สึกของเราน่ะ
เราว่าน่ะ การที่พวกเราได้พบกัน มันคงเป็นโชคชะตาแน่ๆ
เราอยากขอบคุณนายน่ะที่เสียสละเพื่อเรา
นาย... เราขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม นายอย่าโกรธเราน่ะ
เราขอพานายไปหาดวงดาวได้ไหม...
เราเชื่อว่าบนนั้นคงมีเพื่อนๆอีกมากที่รอนายอยู่ นายจะไม่ต้องทนเราอีกต่อไปแล้ว
นายรู้ไหมเราชอบมองพระจันทร์มากเลย เราหวังว่านายจะชอบมันเหมือนเราน่ะ
นายไม่ต้องห่วงน่ะว่าเราจะลืมนาย เรามองเห็นนายได้ทุกวันเลย เราไม่มีวันลืมนายหรอก
ถ้ามีโอกาสหวังว่าสักวันหนึ่งเราคงมีโอกาสได้พบกันอีกน่ะ
แล้วเจอกัน...
บาย บาย...
และ ลาก่อน... ดวงดาวของผม...
~ ขอมอบบทความนี้ให้แก่ เด็กน้อย เพื่อน และอาจารย์น้อยๆที่จากไปของผม ~
14 ก.พ.
- 14 ก.พ. -
คงมีคนหลายคู่ที่มีความสุขในวันนี้ แต่อีกมุมหนึ่ง ก็คงมีใครอีกหลายคนที่ต้องผิดหวังในความรัก
~ มีเนื้อหาไม่สุภาพ ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ~
จำได้ตอนเด็กๆ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมวัยรุ่นชายหลายคนจะต้องเลือกวันนี้เป็นวันบอกเลิก จากประสบการณ์ที่เคยได้คุยกับ(อดีต)เพื่อนที่เรียนชายล้วนด้วยกัน ยังจำได้อยู่เลยว่ามันวางแผนจะบอกเลิกหญิง แต่มันก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน จริงๆคงไม่ควรเรียกว่าคุย ต้องเรียกว่าผมไปเสือกเองต่างหากที่หูดันได้ยินมันบ่น วันนั้นวันอะไรไม่รู้ แต่ก่อน 14 ก.พ. แน่ๆ มันบ่นแบบว่าจะทำไงดีว่ะ อยากเลิก บอก 14 ก.พ. ดีป่าว บล้าๆๆ อย่างที่บอกไปเพราะผมไปเสือกได้ยินเข้า เลยไปถามมันว่ามึงจะเลิกกับเค้าทำไม เค้าทำไรผิด มันตอบผมว่า กูเบื่อ ได้ยินแค่นั้นไม่ต้องฟังอะไรต่อแล้ว ผมก็จัดหนักด่ามันเลย ถามมันว่าทำไมต้องเลือกวันนั้นด้วย มันดันตอบว่า ยังไงก็ต้องเจอ เพราะหญิงนัดกูวันนั้นอยู่แล้ว ผมถามมันต่อ แล้วมึงรู้ไหมว่าหญิงเค้านัดมึงทำไม มันคิดหรือมันงงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันตอบผมช้ามาก มันตอบสั้นๆ หญิงเค้ารักกู เค้าอยากเจอกูในวันนั้น แต่กูจะเลิก มึงไม่ใช่กู มึงไม่รู้หรอก เออ กูไม่รู้ แต่กูรู้อย่างหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็พูดถึงเรื่องมุมมองความรักของผู้หญิงให้มันฟังว่ามันเป็นยังไง (ตามภาษาเด็กๆอะน่ะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจาก 14 ก.พ. นั้นเป็นไงต่อ แต่มันทำให้ผมได้รับรู้สิ่งหนึ่งว่ามุมมองของแต่ละเพศในเรื่องความรักอาจไม่เหมือนกัน และให้ความสำคัญต่างกันอีกด้วย
นี่แค่บางเหตุการณ์ที่ผู้หญิงไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะถูกบอกเลิกในวันวาเลนไทน์ (มาคิดดูอีกทีก็ไม่รู้จะเล่าไปทำไม =_=")
โดยทั่วไป ผู้หญิงส่วนมากมีแนวโน้มที่จะเชื่อในเรื่องความรัก ดังนั้น 14 ก.พ. จึงอาจเป็นวันหนึ่งที่เค้าให้ความสำคัญกับมัน สังเกตได้ง่ายๆจากตอนเด็กๆ วันไหนที่ถูกแปะด้วยสติ๊กเกอร์รูปหัวใจ วันนั้นแหล่ะคือวันวาเลนไทน์ ส่วนผู้ชายมันก็กลุ่มเตะบอลด้วยกันไม่เห็นมันจะมาแปะบ้างเลย มีแต่เอาผิวมันๆเยิ้มๆเวลาเหงื่อออกเหมือนปลาไหลมาคลอเคลีย หามกูไปเรียนด้วย กูเจ็บตีนนน... นึกแล้วก็ยังเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก เทียบกับความรักของผู้หญิงไม่ได้เลย
แต่ถ้าผู้หญิง(ชาย)คนไหนถูกบอกเลิกในวันวันวาเลนไทน์หรือวันอื่นๆ ก็อยากให้คิดว่า เรากำลังได้รับโอกาสที่ดีจากประสบการณ์ครั้งนี้ โอกาสที่เราจะได้เข้าใจในเรื่องความรักเพิ่มขึ้น โอกาสที่เราจะได้เปิดดูใจตนเอง โอกาสที่ตัวเองจะได้พบเจอสิ่งที่ดีกว่า ที่สำคัญไม่จำเป็นที่จะต้องโทษตัวเอง เพราะการมีความรัก ไม่ใช่สิ่งผิด และตัวมันเองก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ถ้าจะผิดก็เพราะเราไปยึดติดหรือหลงกับมันหรือเปล่า เราแค่เปลี่ยนมุมมอง ชีวิตเราอาจเปลี่ยนไป ขงจื้อเคยกล่าวไว้ว่า "Everything has its beauty but not everyone sees it." แค่ปิดตา ปิดหู และเปิดใจ อาจทำให้มองเห็นแง่คิดที่สวยงามซึ่งรอเราอยู่ก็เป็นได้
ในมุมมองของผมความรักเหมือนโบนัสของชีวิต โบนัสที่เพิ่มเข้ามา แต่ไม่ใช่ส่วนเติมเต็มในชีวิต ถ้าความรักเท่ากับโบนัส ความจริงแล้วมีชายหญิงคู่หนึ่งที่ให้โบนัสตั้งแต่ก่อนเราเกิดเสียอีก พอเราเกิด จนกระทั่งถึงวันที่เรารู้จักวันวาเลนไทน์ เค้าก็ยังทำหน้าที่เดิมเสมอมา ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องไปตามหามันหรอก มันอยู่ใกล้กับเรามาก มันอยู่ที่บ้านของพวกเรา... มันอยู่ที่ใจของพวกเรา...
บางครั้งโบนัสที่ได้มามันอาจมากเกิดไปจนทำให้เรารำคาญ ผมเชื่อว่าหลายคนมีครอบครัวที่อบอุ่น ถึงขั้นอบอุ่นจนร้อนเลยทีเดียว แต่อย่าลืมว่านั้นคือสิ่งดีที่สุดในชีวิตแล้ว คงไม่มีใครให้โบนัสเราได้ถึงขนาดนั้น ทุกวันแม้ไม่ใช่วันสำคัญอะไร เค้าก็จะคอยให้โบนัสกับเรา และให้เราตลอดไป ตราบเท่าลมหายใจสุดท้ายของพวกเค้า
สำหรับคนที่เศร้าหมองจากความรักชนิดที่ว่า อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน เทิร์นเกย์ รู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียว โดดเดี่ยว โลกมันช่างมืดมนเสียจริง มันมีตัวช่วยง่ายๆที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้น จริงๆแล้วมันก็ใช้ได้กับทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ
ตัวช่วยนั้นคือ กระจก...
กระจกวิเศษเอ๋ยจงบอกข้าเทิดใครงามเลิศในปฐพี...
ก็ตะเองนั่นแหล่ะง๊ามงามไม่มีใครเกินแล้นนน ไม่เชื่อตะเองลองมองเค้าจิ แล้วก็ยิ้มกว้างๆเลย เห็นยังมีคนยิ้มให้ตะเองด้วย ตะเองไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวซ่ะหน่อย...
เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถเลือกที่จะอยู่กับมันได้
คงมีคนหลายคู่ที่มีความสุขในวันนี้ แต่อีกมุมหนึ่ง ก็คงมีใครอีกหลายคนที่ต้องผิดหวังในความรัก
~ มีเนื้อหาไม่สุภาพ ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำ ไม่เหมาะสมสำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ~
จำได้ตอนเด็กๆ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมวัยรุ่นชายหลายคนจะต้องเลือกวันนี้เป็นวันบอกเลิก จากประสบการณ์ที่เคยได้คุยกับ(อดีต)เพื่อนที่เรียนชายล้วนด้วยกัน ยังจำได้อยู่เลยว่ามันวางแผนจะบอกเลิกหญิง แต่มันก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน จริงๆคงไม่ควรเรียกว่าคุย ต้องเรียกว่าผมไปเสือกเองต่างหากที่หูดันได้ยินมันบ่น วันนั้นวันอะไรไม่รู้ แต่ก่อน 14 ก.พ. แน่ๆ มันบ่นแบบว่าจะทำไงดีว่ะ อยากเลิก บอก 14 ก.พ. ดีป่าว บล้าๆๆ อย่างที่บอกไปเพราะผมไปเสือกได้ยินเข้า เลยไปถามมันว่ามึงจะเลิกกับเค้าทำไม เค้าทำไรผิด มันตอบผมว่า กูเบื่อ ได้ยินแค่นั้นไม่ต้องฟังอะไรต่อแล้ว ผมก็จัดหนักด่ามันเลย ถามมันว่าทำไมต้องเลือกวันนั้นด้วย มันดันตอบว่า ยังไงก็ต้องเจอ เพราะหญิงนัดกูวันนั้นอยู่แล้ว ผมถามมันต่อ แล้วมึงรู้ไหมว่าหญิงเค้านัดมึงทำไม มันคิดหรือมันงงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันตอบผมช้ามาก มันตอบสั้นๆ หญิงเค้ารักกู เค้าอยากเจอกูในวันนั้น แต่กูจะเลิก มึงไม่ใช่กู มึงไม่รู้หรอก เออ กูไม่รู้ แต่กูรู้อย่างหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็พูดถึงเรื่องมุมมองความรักของผู้หญิงให้มันฟังว่ามันเป็นยังไง (ตามภาษาเด็กๆอะน่ะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจาก 14 ก.พ. นั้นเป็นไงต่อ แต่มันทำให้ผมได้รับรู้สิ่งหนึ่งว่ามุมมองของแต่ละเพศในเรื่องความรักอาจไม่เหมือนกัน และให้ความสำคัญต่างกันอีกด้วย
นี่แค่บางเหตุการณ์ที่ผู้หญิงไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะถูกบอกเลิกในวันวาเลนไทน์ (มาคิดดูอีกทีก็ไม่รู้จะเล่าไปทำไม =_=")
โดยทั่วไป ผู้หญิงส่วนมากมีแนวโน้มที่จะเชื่อในเรื่องความรัก ดังนั้น 14 ก.พ. จึงอาจเป็นวันหนึ่งที่เค้าให้ความสำคัญกับมัน สังเกตได้ง่ายๆจากตอนเด็กๆ วันไหนที่ถูกแปะด้วยสติ๊กเกอร์รูปหัวใจ วันนั้นแหล่ะคือวันวาเลนไทน์ ส่วนผู้ชายมันก็กลุ่มเตะบอลด้วยกันไม่เห็นมันจะมาแปะบ้างเลย มีแต่เอาผิวมันๆเยิ้มๆเวลาเหงื่อออกเหมือนปลาไหลมาคลอเคลีย หามกูไปเรียนด้วย กูเจ็บตีนนน... นึกแล้วก็ยังเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนัก เทียบกับความรักของผู้หญิงไม่ได้เลย
แต่ถ้าผู้หญิง(ชาย)คนไหนถูกบอกเลิกในวันวันวาเลนไทน์หรือวันอื่นๆ ก็อยากให้คิดว่า เรากำลังได้รับโอกาสที่ดีจากประสบการณ์ครั้งนี้ โอกาสที่เราจะได้เข้าใจในเรื่องความรักเพิ่มขึ้น โอกาสที่เราจะได้เปิดดูใจตนเอง โอกาสที่ตัวเองจะได้พบเจอสิ่งที่ดีกว่า ที่สำคัญไม่จำเป็นที่จะต้องโทษตัวเอง เพราะการมีความรัก ไม่ใช่สิ่งผิด และตัวมันเองก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ถ้าจะผิดก็เพราะเราไปยึดติดหรือหลงกับมันหรือเปล่า เราแค่เปลี่ยนมุมมอง ชีวิตเราอาจเปลี่ยนไป ขงจื้อเคยกล่าวไว้ว่า "Everything has its beauty but not everyone sees it." แค่ปิดตา ปิดหู และเปิดใจ อาจทำให้มองเห็นแง่คิดที่สวยงามซึ่งรอเราอยู่ก็เป็นได้
ในมุมมองของผมความรักเหมือนโบนัสของชีวิต โบนัสที่เพิ่มเข้ามา แต่ไม่ใช่ส่วนเติมเต็มในชีวิต ถ้าความรักเท่ากับโบนัส ความจริงแล้วมีชายหญิงคู่หนึ่งที่ให้โบนัสตั้งแต่ก่อนเราเกิดเสียอีก พอเราเกิด จนกระทั่งถึงวันที่เรารู้จักวันวาเลนไทน์ เค้าก็ยังทำหน้าที่เดิมเสมอมา ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องไปตามหามันหรอก มันอยู่ใกล้กับเรามาก มันอยู่ที่บ้านของพวกเรา... มันอยู่ที่ใจของพวกเรา...
บางครั้งโบนัสที่ได้มามันอาจมากเกิดไปจนทำให้เรารำคาญ ผมเชื่อว่าหลายคนมีครอบครัวที่อบอุ่น ถึงขั้นอบอุ่นจนร้อนเลยทีเดียว แต่อย่าลืมว่านั้นคือสิ่งดีที่สุดในชีวิตแล้ว คงไม่มีใครให้โบนัสเราได้ถึงขนาดนั้น ทุกวันแม้ไม่ใช่วันสำคัญอะไร เค้าก็จะคอยให้โบนัสกับเรา และให้เราตลอดไป ตราบเท่าลมหายใจสุดท้ายของพวกเค้า
สำหรับคนที่เศร้าหมองจากความรักชนิดที่ว่า อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน เทิร์นเกย์ รู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียว โดดเดี่ยว โลกมันช่างมืดมนเสียจริง มันมีตัวช่วยง่ายๆที่จะทำให้รู้สึกดีขึ้น จริงๆแล้วมันก็ใช้ได้กับทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ
ตัวช่วยนั้นคือ กระจก...
กระจกวิเศษเอ๋ยจงบอกข้าเทิดใครงามเลิศในปฐพี...
ก็ตะเองนั่นแหล่ะง๊ามงามไม่มีใครเกินแล้นนน ไม่เชื่อตะเองลองมองเค้าจิ แล้วก็ยิ้มกว้างๆเลย เห็นยังมีคนยิ้มให้ตะเองด้วย ตะเองไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวซ่ะหน่อย...
เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถเลือกที่จะอยู่กับมันได้
My Sonata
14 ก.พ. 2555 เวลา 00.00
วันนี้เป็นวันแห่งความรัก วันที่คนหลายคนมีความสุข...
ใช่... คนมีความสุขจากความรักที่สมหวัง...
แต่มีใครไหมที่ทนอยู่กับความรักที่ไม่สมหวังได้...
จริงๆแล้วผมก็ไม่ใช่เด็ก... เด็กที่จะต้องยึดติดกับวันแห่งความรัก... แต่ 14 ก.พ. ก็คงเป็นวันที่มีมนต์เสน่ห์อยู่ไม่น้อย เพราะมันทำให้ผมนึกถึงเพลงๆหนึ่ง... เพลงที่ผมแกล้งทำเป็นลืม... "My Sonata"
ตอนผมปี 3 ผมได้มีโอกาสไปนั่งเรียนในวิชาหนึ่ง จริงๆแล้ววิชานั้นมันมีประโยชน์กับผมมาก แต่ผมจำเนื้อหาอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อวิชาก็ยังจำไม่ได้ เพราะในวันนั้นผมได้เจอกับน้อง >.< น้องที่ทำให้ทำนองชีวิตผมเปลี่ยนไป ถ้าชีวิตเปรียบเหมือนบทเพลง น้องก็คือตัวโน๊ตหลักใน Sonata ของผม โน๊ตที่มีอิทธิพลกับผมเหลือเกิน ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
หรือสิ่งนี้มันจะเรียกว่าความรัก นานมาแล้วที่ผมไม่เคยเชื่อในเรื่องความรัก น้องรู้ไหมว่าน้องทำให้ผมกลับมาเชื่อในเรื่องความรักอีกครั้ง
วันที่น้องถามผมว่าทำไมผมยังไม่มีแฟน มันทำให้ผมแอบหวังว่าเพราะน้องสนใจผม เลยถามผมอย่างนั้น วันนั้นผมมีความสุขมาก แอบนึกไปถึงว่าถ้าเราได้เป็นแฟนกัน แม่ผมคงหมดปัญหาซ่ะที แนวโน้มที่จะไปสัมภาษณ์น้อง >.< คงหมดไป เพราะว่าที่ลูกสะใภ้อาจจะเก่งกว่า พร้อมทุกอย่างทั้งครอบครัวและการศึกษา คิดเพลินๆ เลยเผลอเล่นกีต้าร์จนหลับไปเลย
ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้คุยกันมากขึ้น เลยได้รู้ว่าน้องก็ชอบดูหนังเกาหลีเหมือนกัน รู้ไหมตอนที่น้องจะให้หนังผมยืมเนี่ย มันเข้าทางผมเลย เพราะจะได้หาเรื่องไว้คุยกัน แต่ติดตรงที่วันนั้น ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นวันสุดท้ายของการเรียนแล้ว จริงๆผมอยากจะขอเบอร์โทรน้องเพื่อที่ว่าเวลาดูจบจะได้โทรตามไปคืน แต่ความจริงผมมีจุดประสงค์แอบแฝงด้วยคือ ผมอยากคุยกับน้องอะ แต่ผมไม่กล้าเพราะกลัวน้องจะหาว่าผมจีบ จริงๆผมก็อยากจีบนั่นแหล่ะ แต่ผมก็ไม่กล้าอยู่ดี เหมือนกับว่าน้องปล่อยรังสีออร่ามาเหยียบความมั่นใจผมไว้อย่างงั้นแหน่ะ ผมแกล้งถามไปว่าแล้วจะคืนหนังยังไง ผมถามไปไม่ทันไรน้องก็ขอเบอร์ผมเลย ตอนนั้นถ้าน้องสังเกตอาจได้เห็นคนเป็นพาร์กินสันแบบตัวเป็นๆ นอกตำราก่อนใครเพื่อนเลยหล่ะ วันนั้นผมจำได้แม่นจนถึงบัดนี้แบบไม่ต้องพึ่งปฏิทินในมือถือเลย วันนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ 13
ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนผมโทรไปครั้งแรกผมเอาเหตุผลอะไรโทรไป แต่ที่จำได้แม่นเลยคือเพลงรอสายของน้อง ฟังตอนแรกแล้วงง เพราะโง่ Eng หลังจากไปถามน้องถึงได้รู้ว่ามันคือเพลง Somebody's Me ตอนนั้นแอบขำ เพลงบ้าอะไรว่ะ เว่อร์โคตร อ่อนแอจังเลย มีด้วยเหรอคนแบบนี้
บางครั้งผมก็ส่ง SMS แทนการโทรไป เพราะเคยได้ยินมาว่า ผู้ชายที่โทรไปหาตรงเวลาบ่อยๆ ทุกวัน เข้าทำนองผู้ชายแสนดีมักจะจีบไม่ติด ผมก็ไม่อยากเป็นผู้ชายแสนดีอะ ขอเป็นจอมวางแผนบ้าง เพราะอยากชนะใจน้องอะน่ะ น้องรู้ไหมตอนที่น้องส่งกลับมาเนี่ย ผมรู้สึกว่าความหวังของผมกำลังจะเป็นจริง น้อง >.< รู้ไหมน้องสามารถทำให้คนๆหนึ่งสามารถส่งและอ่าน SMS ในเวลากินข้าวได้ ทั้งๆที่มันเหลือเวลาอีก 5 นาที ต้องวิ่งขึ้นไปทำแลป เพื่อนที่กินข้าวด้วยกันมันทักว่าผมเป็นไร ยิ้มอยู่ได้คนเดียว ในใจผมแทบไม่สนเรื่องแลปเลย ขอส่ง SMS ก่อน นาฬิกาดังเมื่อไหร่ข้าวผมทิ้งได้ เพราะผมอิ่มจากข้อความที่น้องส่งมาหาผมแล้ว น้องรู้ไหมจาก SMS ที่ส่งให้ผมอะน่ะ มันทำให้คนอย่างผมรู้จักตัวอีโมติคอนตัวนี้ >.<
หลังจากที่ได้คุยกันมากขึ้นก็รู้ว่าน้องชอบอ่านนิยาย แถมมีนิยายเกย์อยู่ในนั้นด้วย ผมก็อยากรู้ว่าทำไมมันน่าสนใจ ถามไปถามมาน้องก็แนะนำมาเรื่องหนึ่งชื่อ Beneath Your Wing (ถ้าจำไม่ผิดน่ะ) สงสัยคำพูดที่ว่า ความรักมันจะทำให้เราสนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทำ มันจะเป็นจริง
มีครั้งหนึ่งน้องแซวผม แถมพูดแหย่เล่น แนวจะให้ผมเป็นเกย์อีก (เอ๊ะ หรือว่าพูดจริง) ตั้งแต่นั้นมาผมเลยเริ่มสนใจเรื่องราวของความรักแนวๆนี้มากขึ้น เรื่องแรกที่ผมอ่านคือเรื่อง เซ็งเป็ด version ที่เป็น pdf อะ (เพราะผมหาเรื่อง Beneath Your Wing โหลดไม่ได้ ตอนนี้ก็ยังหาโหลดไม่ได้อยู่ดี) หลังจากอ่านเซ็งเป็ดจบผมเชื่อแล้วว่าความรักมันมีอานุภาพร้ายแรงจริงๆ เพราะมันทำให้ผู้ชายคนนึงที่ไม่ได้ร้องไห้มานานมากแล้วมีหยดน้ำอาบแก้มอีกครั้งหนึ่ง ผมแอบดีใจมากเพราะเขาบอกกันว่าเวลาร้องไห้เหมือนได้ทำความสะอาดตา ผมกำลังจะมีตาใสปิ๊งๆแล้ว ถ้าผมเอาตาใสปิ๊งๆไปมองหน้าน้อง น้อง >.< จะรู้สึกอย่างไรน่ะ หุหุ
ล่าสุดจำได้ว่าที่ห้องผมมีมดขึ้น ก็ได้ความรู้มาว่าให้เอาแป้งไปโรยแล้วมันจะเดินจากไป น้องรู้เปล่าว่าผมไปลองมาแล้ว มันจากไปจริงๆ แต่แค่ 2 วัน หลังจากนั้นมันดันพาพวกมาเพิ่มอีก จนสุดท้ายทนไม่ไหวเลยต้องขัดไอเดียน้องไปซื้อยามาโรยแทน ผมจำได้น่ะว่าตอนนั้นเป็นการกำจัดมดที่ผมไม่ได้นึกถึงมดเลย เพราะผมกำลังนึกถึงน้องอะ
ทำนองของผมคงใกล้จะสมบูรณ์แล้วแน่ๆ เพราะทุกอย่างมันลงตัวประสานกันได้ดีจริงๆ
แต่น่าเสียดาษที่ผมไม่สามารถนำพา Sonata ให้มันสำเร็จได้ เพราะโน๊ตตัวนั้นได้หายไป...
ผมก็ไม่ทราบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นความผิดของผมแน่ๆ เคยมีคนบอกว่าผมพูดโดยไม่คิด จึงทำให้พูดผิดพูดถูก ผมเชื่อว่ามันต้องมาจากคำพูดของผมแน่ๆที่ทำให้ทำนองมันเปลี่ยนไป น้อง >.< คงไม่รู้หรอกว่าเวลาที่ได้คุยกัน ผมตื่นเต้นมาก จะกี่ครั้งก็ตาม แม้จะเป็นแค่ทางโทรศัพท์ แต่จิตใจผมสับสนและเต้นรัวไปหมด สมองที่ผมเคยใช้มันสั่งการอารมณ์ได้ทุกครั้งไป กลับทรยศหักหลังปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่ ผมไม่เคยได้คิดก่อนพูดเลย เพราะผมไม่อยากให้การสนทนาขาดตอน ไม่อยากให้มันดูเงียบเหงา สิ่งที่ผมต้องการให้เป็น กลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม ทำนองของผมก็คงถึงเวลาหยุดเดิน เพราะมันขาดโน๊ตที่สำคัญไป...
ผมเคยอธิฐานอยากเจอน้อง >.< อีกครั้ง...
ผมอยากไปหาน้องเสียเหลือเกิน แต่คนอื่นอาจจะต้องเดือนร้อนจากการกระทำของผม โดยเฉพาะตัวน้อง >.< เอง ถ้าผมไปหาน้อง ทักน้อง น้องอาจโดนผู้คนนินทาจากการกระทำของผม ผมเคยโดนนินทามาก่อน ผมเลยเข้าใจดีไม่ใช่คนทุกคนจะรับมือกับมันได้ ผมโตกว่าน้องตั้งหลายปีผมยังมีหวั่นไหวบ้างเลยกับคำเสียดสีของผู้คน ดังนั้นผมเลยเลือกที่ไม่ทำอะไร เพราะผมไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์จะออกมาในรูปแบบไหน ถ้าน้องถูกนินทาแล้วเสียใจจากสิ่งที่ผมทำ น้องจะเป็นยังไง ถ้าสิ่งที่ผมทำกระทบกับการศึกษาของน้อง ถ้าน้องเสียใจหรือสับสนจนทำให้เกิดความผิดพลาดในการช่วยเหลือผู้คน ผมจะทำอย่างไรดี ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าผมต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าดีที่สุด สมองผมกลัวไปหมด กลัวนู้นกลัวนี้ โดยเฉพาะกลัวว่าน้องจะเกลียดผม ตอนนั้นผมรู้สึกน่ะ รู้สึกว่าผมเป็นคนที่อ่อนแอและเห็นแก่ตัวที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย สุดท้ายผมคงหวังพึ่งได้แต่โชคชะตา โชคชะตาที่จะบันดาลให้คำขอของผมเป็นจริง
แต่เหมือนผมกำลังเจอบททดสอบ บททดสอบของกาลเวลา...
ตอนผมทำงานเวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ยามใดที่คิดถึงโน๊ตของผม ระยะเวลามันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน นานจนผมอยากจะลืมทุกอย่างให้หมด แต่ผมไม่เคยทำได้เลย เพราะมันเป็นความทรงจำที่มีความสุขจริงๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม
เวลาผ่านไปหลายปี...
ในที่สุดโชคชะตาก็คงเห็นใจผม ผมได้เจอน้องอีกครั้ง...
ตอนนั้นผมแทบไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าโอกาสนี้จะมาถึงผม ความรู้สึกที่แกล้งทำเป็นลืมมันหวนกลับมาอีกครั้ง ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเพลง Somebody's Me คืออะไร ผมไม่ขำมันอีกต่อไป
You, do you remember me?
Like I remember you?
Somebody wants you
Somebody needs you
That Somebody's Me...
You'll always be in my life
Even if I'm not in your life
Because you're in my memory
ผมได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของพระไพศาล วิสาโล ท่านได้สอนเรื่อง มรณสติ หรือการระลึกถึงความตายไว้ว่า "เราต้องตายอย่างแน่นอน ความตายสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเมื่อ อาจเป็นปีหน้า เดือนหน้า พรุ้งนี้ คืนนี้ หรืออีกไม่กี่นาทีข้างหน้าก็ได้ เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว ก็ต้องสำรวจหรือถามตนเองว่า เราพร้อมที่จะตายหรือยัง เราได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง และพร้อมที่จะปล่อยว่างสิ่งทั้งปวงแล้วหรือยัง หากยังไม่พร้อม เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เร่งทำสิ่งที่ควรทำให้เสร็จสิ้น อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า หาไม่แล้ว เราอาจไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งเหล่านั้นเลยก็ได้" สมมุติผมต้องตายนับจากวินาทีต่อไปนี้ ผมคงรู้สึกเสียดายแน่ๆที่ผมไม่มีโอกาสได้บอกความรู้สึกของผม ธรรมสอนในเรื่องกฎแห่งกรรมไว้ว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข” “ผู้ให้ของประณีต ย่อมได้ของประณีต” น้อง >.< รู้ไหมว่า ผมยังแอบคิดเล่นๆเลยว่าผมน่าจะไปหาเรื่องน้องน่ะ ถ้ากรรมคือการกระทำ พวกเราคงมีโอกาสได้เจอกันอีกนานเลย จะเจอกันแบบกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ช่างมัน ขอให้ได้เจอกันก็พอ...
แต่ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้ ผมคงไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว คำอธิฐานของผมก็เป็นจริงแล้ว น้อง >.< ก็ดูมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ ผมเข้าใจแล้วว่า Sonata ของผมจะจบลงเช่นใด ชีวิตของผมก็คงต้องเดินหน้าต่อไป โดยมีโน๊ตของน้องอยู่ในความทรงจำ แต่ผมจะไม่มีวันอยากลืมท่วงทำนองนี้อีกแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีคุณค่าของมัน... แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้คุยกันเหมือนครั้งนั้นอีกแล้วก็ตาม ผมจะไม่เสียใจอย่างแน่นอน...
"My Sonata"
ปล. สำหรับคนที่หลงมาอ่าน ผมไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรที่เกี่ยวข้องหรือต้องการอะไรจากน้องเค้าน่ะครับ ดังนั้นอย่าพยายามไปตามหาน้องเค้าเลย ผมไม่อยากให้ใครเดือนร้อน เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงคือผมอยากจะจดจำประสบการณ์ดีๆที่มันอยู่ในความทรงจำของผมก็เท่านั้นเอง ก่อนที่สมองผมจะเสื่อมหรือไม่มีโอกาสอะน่ะ
ขอให้โชคดีในความรักครับ
วันนี้เป็นวันแห่งความรัก วันที่คนหลายคนมีความสุข...
ใช่... คนมีความสุขจากความรักที่สมหวัง...
แต่มีใครไหมที่ทนอยู่กับความรักที่ไม่สมหวังได้...
จริงๆแล้วผมก็ไม่ใช่เด็ก... เด็กที่จะต้องยึดติดกับวันแห่งความรัก... แต่ 14 ก.พ. ก็คงเป็นวันที่มีมนต์เสน่ห์อยู่ไม่น้อย เพราะมันทำให้ผมนึกถึงเพลงๆหนึ่ง... เพลงที่ผมแกล้งทำเป็นลืม... "My Sonata"
ตอนผมปี 3 ผมได้มีโอกาสไปนั่งเรียนในวิชาหนึ่ง จริงๆแล้ววิชานั้นมันมีประโยชน์กับผมมาก แต่ผมจำเนื้อหาอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อวิชาก็ยังจำไม่ได้ เพราะในวันนั้นผมได้เจอกับน้อง >.< น้องที่ทำให้ทำนองชีวิตผมเปลี่ยนไป ถ้าชีวิตเปรียบเหมือนบทเพลง น้องก็คือตัวโน๊ตหลักใน Sonata ของผม โน๊ตที่มีอิทธิพลกับผมเหลือเกิน ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
หรือสิ่งนี้มันจะเรียกว่าความรัก นานมาแล้วที่ผมไม่เคยเชื่อในเรื่องความรัก น้องรู้ไหมว่าน้องทำให้ผมกลับมาเชื่อในเรื่องความรักอีกครั้ง
วันที่น้องถามผมว่าทำไมผมยังไม่มีแฟน มันทำให้ผมแอบหวังว่าเพราะน้องสนใจผม เลยถามผมอย่างนั้น วันนั้นผมมีความสุขมาก แอบนึกไปถึงว่าถ้าเราได้เป็นแฟนกัน แม่ผมคงหมดปัญหาซ่ะที แนวโน้มที่จะไปสัมภาษณ์น้อง >.< คงหมดไป เพราะว่าที่ลูกสะใภ้อาจจะเก่งกว่า พร้อมทุกอย่างทั้งครอบครัวและการศึกษา คิดเพลินๆ เลยเผลอเล่นกีต้าร์จนหลับไปเลย
ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้คุยกันมากขึ้น เลยได้รู้ว่าน้องก็ชอบดูหนังเกาหลีเหมือนกัน รู้ไหมตอนที่น้องจะให้หนังผมยืมเนี่ย มันเข้าทางผมเลย เพราะจะได้หาเรื่องไว้คุยกัน แต่ติดตรงที่วันนั้น ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นวันสุดท้ายของการเรียนแล้ว จริงๆผมอยากจะขอเบอร์โทรน้องเพื่อที่ว่าเวลาดูจบจะได้โทรตามไปคืน แต่ความจริงผมมีจุดประสงค์แอบแฝงด้วยคือ ผมอยากคุยกับน้องอะ แต่ผมไม่กล้าเพราะกลัวน้องจะหาว่าผมจีบ จริงๆผมก็อยากจีบนั่นแหล่ะ แต่ผมก็ไม่กล้าอยู่ดี เหมือนกับว่าน้องปล่อยรังสีออร่ามาเหยียบความมั่นใจผมไว้อย่างงั้นแหน่ะ ผมแกล้งถามไปว่าแล้วจะคืนหนังยังไง ผมถามไปไม่ทันไรน้องก็ขอเบอร์ผมเลย ตอนนั้นถ้าน้องสังเกตอาจได้เห็นคนเป็นพาร์กินสันแบบตัวเป็นๆ นอกตำราก่อนใครเพื่อนเลยหล่ะ วันนั้นผมจำได้แม่นจนถึงบัดนี้แบบไม่ต้องพึ่งปฏิทินในมือถือเลย วันนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ 13
ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนผมโทรไปครั้งแรกผมเอาเหตุผลอะไรโทรไป แต่ที่จำได้แม่นเลยคือเพลงรอสายของน้อง ฟังตอนแรกแล้วงง เพราะโง่ Eng หลังจากไปถามน้องถึงได้รู้ว่ามันคือเพลง Somebody's Me ตอนนั้นแอบขำ เพลงบ้าอะไรว่ะ เว่อร์โคตร อ่อนแอจังเลย มีด้วยเหรอคนแบบนี้
บางครั้งผมก็ส่ง SMS แทนการโทรไป เพราะเคยได้ยินมาว่า ผู้ชายที่โทรไปหาตรงเวลาบ่อยๆ ทุกวัน เข้าทำนองผู้ชายแสนดีมักจะจีบไม่ติด ผมก็ไม่อยากเป็นผู้ชายแสนดีอะ ขอเป็นจอมวางแผนบ้าง เพราะอยากชนะใจน้องอะน่ะ น้องรู้ไหมตอนที่น้องส่งกลับมาเนี่ย ผมรู้สึกว่าความหวังของผมกำลังจะเป็นจริง น้อง >.< รู้ไหมน้องสามารถทำให้คนๆหนึ่งสามารถส่งและอ่าน SMS ในเวลากินข้าวได้ ทั้งๆที่มันเหลือเวลาอีก 5 นาที ต้องวิ่งขึ้นไปทำแลป เพื่อนที่กินข้าวด้วยกันมันทักว่าผมเป็นไร ยิ้มอยู่ได้คนเดียว ในใจผมแทบไม่สนเรื่องแลปเลย ขอส่ง SMS ก่อน นาฬิกาดังเมื่อไหร่ข้าวผมทิ้งได้ เพราะผมอิ่มจากข้อความที่น้องส่งมาหาผมแล้ว น้องรู้ไหมจาก SMS ที่ส่งให้ผมอะน่ะ มันทำให้คนอย่างผมรู้จักตัวอีโมติคอนตัวนี้ >.<
หลังจากที่ได้คุยกันมากขึ้นก็รู้ว่าน้องชอบอ่านนิยาย แถมมีนิยายเกย์อยู่ในนั้นด้วย ผมก็อยากรู้ว่าทำไมมันน่าสนใจ ถามไปถามมาน้องก็แนะนำมาเรื่องหนึ่งชื่อ Beneath Your Wing (ถ้าจำไม่ผิดน่ะ) สงสัยคำพูดที่ว่า ความรักมันจะทำให้เราสนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทำ มันจะเป็นจริง
มีครั้งหนึ่งน้องแซวผม แถมพูดแหย่เล่น แนวจะให้ผมเป็นเกย์อีก (เอ๊ะ หรือว่าพูดจริง) ตั้งแต่นั้นมาผมเลยเริ่มสนใจเรื่องราวของความรักแนวๆนี้มากขึ้น เรื่องแรกที่ผมอ่านคือเรื่อง เซ็งเป็ด version ที่เป็น pdf อะ (เพราะผมหาเรื่อง Beneath Your Wing โหลดไม่ได้ ตอนนี้ก็ยังหาโหลดไม่ได้อยู่ดี) หลังจากอ่านเซ็งเป็ดจบผมเชื่อแล้วว่าความรักมันมีอานุภาพร้ายแรงจริงๆ เพราะมันทำให้ผู้ชายคนนึงที่ไม่ได้ร้องไห้มานานมากแล้วมีหยดน้ำอาบแก้มอีกครั้งหนึ่ง ผมแอบดีใจมากเพราะเขาบอกกันว่าเวลาร้องไห้เหมือนได้ทำความสะอาดตา ผมกำลังจะมีตาใสปิ๊งๆแล้ว ถ้าผมเอาตาใสปิ๊งๆไปมองหน้าน้อง น้อง >.< จะรู้สึกอย่างไรน่ะ หุหุ
ล่าสุดจำได้ว่าที่ห้องผมมีมดขึ้น ก็ได้ความรู้มาว่าให้เอาแป้งไปโรยแล้วมันจะเดินจากไป น้องรู้เปล่าว่าผมไปลองมาแล้ว มันจากไปจริงๆ แต่แค่ 2 วัน หลังจากนั้นมันดันพาพวกมาเพิ่มอีก จนสุดท้ายทนไม่ไหวเลยต้องขัดไอเดียน้องไปซื้อยามาโรยแทน ผมจำได้น่ะว่าตอนนั้นเป็นการกำจัดมดที่ผมไม่ได้นึกถึงมดเลย เพราะผมกำลังนึกถึงน้องอะ
ทำนองของผมคงใกล้จะสมบูรณ์แล้วแน่ๆ เพราะทุกอย่างมันลงตัวประสานกันได้ดีจริงๆ
แต่น่าเสียดาษที่ผมไม่สามารถนำพา Sonata ให้มันสำเร็จได้ เพราะโน๊ตตัวนั้นได้หายไป...
ผมก็ไม่ทราบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นความผิดของผมแน่ๆ เคยมีคนบอกว่าผมพูดโดยไม่คิด จึงทำให้พูดผิดพูดถูก ผมเชื่อว่ามันต้องมาจากคำพูดของผมแน่ๆที่ทำให้ทำนองมันเปลี่ยนไป น้อง >.< คงไม่รู้หรอกว่าเวลาที่ได้คุยกัน ผมตื่นเต้นมาก จะกี่ครั้งก็ตาม แม้จะเป็นแค่ทางโทรศัพท์ แต่จิตใจผมสับสนและเต้นรัวไปหมด สมองที่ผมเคยใช้มันสั่งการอารมณ์ได้ทุกครั้งไป กลับทรยศหักหลังปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่ ผมไม่เคยได้คิดก่อนพูดเลย เพราะผมไม่อยากให้การสนทนาขาดตอน ไม่อยากให้มันดูเงียบเหงา สิ่งที่ผมต้องการให้เป็น กลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม ทำนองของผมก็คงถึงเวลาหยุดเดิน เพราะมันขาดโน๊ตที่สำคัญไป...
ผมเคยอธิฐานอยากเจอน้อง >.< อีกครั้ง...
ผมอยากไปหาน้องเสียเหลือเกิน แต่คนอื่นอาจจะต้องเดือนร้อนจากการกระทำของผม โดยเฉพาะตัวน้อง >.< เอง ถ้าผมไปหาน้อง ทักน้อง น้องอาจโดนผู้คนนินทาจากการกระทำของผม ผมเคยโดนนินทามาก่อน ผมเลยเข้าใจดีไม่ใช่คนทุกคนจะรับมือกับมันได้ ผมโตกว่าน้องตั้งหลายปีผมยังมีหวั่นไหวบ้างเลยกับคำเสียดสีของผู้คน ดังนั้นผมเลยเลือกที่ไม่ทำอะไร เพราะผมไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์จะออกมาในรูปแบบไหน ถ้าน้องถูกนินทาแล้วเสียใจจากสิ่งที่ผมทำ น้องจะเป็นยังไง ถ้าสิ่งที่ผมทำกระทบกับการศึกษาของน้อง ถ้าน้องเสียใจหรือสับสนจนทำให้เกิดความผิดพลาดในการช่วยเหลือผู้คน ผมจะทำอย่างไรดี ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าผมต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าดีที่สุด สมองผมกลัวไปหมด กลัวนู้นกลัวนี้ โดยเฉพาะกลัวว่าน้องจะเกลียดผม ตอนนั้นผมรู้สึกน่ะ รู้สึกว่าผมเป็นคนที่อ่อนแอและเห็นแก่ตัวที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย สุดท้ายผมคงหวังพึ่งได้แต่โชคชะตา โชคชะตาที่จะบันดาลให้คำขอของผมเป็นจริง
แต่เหมือนผมกำลังเจอบททดสอบ บททดสอบของกาลเวลา...
ตอนผมทำงานเวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ยามใดที่คิดถึงโน๊ตของผม ระยะเวลามันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน นานจนผมอยากจะลืมทุกอย่างให้หมด แต่ผมไม่เคยทำได้เลย เพราะมันเป็นความทรงจำที่มีความสุขจริงๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม
เวลาผ่านไปหลายปี...
ในที่สุดโชคชะตาก็คงเห็นใจผม ผมได้เจอน้องอีกครั้ง...
ตอนนั้นผมแทบไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าโอกาสนี้จะมาถึงผม ความรู้สึกที่แกล้งทำเป็นลืมมันหวนกลับมาอีกครั้ง ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเพลง Somebody's Me คืออะไร ผมไม่ขำมันอีกต่อไป
You, do you remember me?
Like I remember you?
Somebody wants you
Somebody needs you
That Somebody's Me...
You'll always be in my life
Even if I'm not in your life
Because you're in my memory
ผมได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของพระไพศาล วิสาโล ท่านได้สอนเรื่อง มรณสติ หรือการระลึกถึงความตายไว้ว่า "เราต้องตายอย่างแน่นอน ความตายสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเมื่อ อาจเป็นปีหน้า เดือนหน้า พรุ้งนี้ คืนนี้ หรืออีกไม่กี่นาทีข้างหน้าก็ได้ เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว ก็ต้องสำรวจหรือถามตนเองว่า เราพร้อมที่จะตายหรือยัง เราได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จสิ้นแล้วหรือยัง และพร้อมที่จะปล่อยว่างสิ่งทั้งปวงแล้วหรือยัง หากยังไม่พร้อม เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เร่งทำสิ่งที่ควรทำให้เสร็จสิ้น อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า หาไม่แล้ว เราอาจไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งเหล่านั้นเลยก็ได้" สมมุติผมต้องตายนับจากวินาทีต่อไปนี้ ผมคงรู้สึกเสียดายแน่ๆที่ผมไม่มีโอกาสได้บอกความรู้สึกของผม ธรรมสอนในเรื่องกฎแห่งกรรมไว้ว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข” “ผู้ให้ของประณีต ย่อมได้ของประณีต” น้อง >.< รู้ไหมว่า ผมยังแอบคิดเล่นๆเลยว่าผมน่าจะไปหาเรื่องน้องน่ะ ถ้ากรรมคือการกระทำ พวกเราคงมีโอกาสได้เจอกันอีกนานเลย จะเจอกันแบบกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ช่างมัน ขอให้ได้เจอกันก็พอ...
แต่ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้ ผมคงไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว คำอธิฐานของผมก็เป็นจริงแล้ว น้อง >.< ก็ดูมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ ผมเข้าใจแล้วว่า Sonata ของผมจะจบลงเช่นใด ชีวิตของผมก็คงต้องเดินหน้าต่อไป โดยมีโน๊ตของน้องอยู่ในความทรงจำ แต่ผมจะไม่มีวันอยากลืมท่วงทำนองนี้อีกแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีคุณค่าของมัน... แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้คุยกันเหมือนครั้งนั้นอีกแล้วก็ตาม ผมจะไม่เสียใจอย่างแน่นอน...
"My Sonata"
ปล. สำหรับคนที่หลงมาอ่าน ผมไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรที่เกี่ยวข้องหรือต้องการอะไรจากน้องเค้าน่ะครับ ดังนั้นอย่าพยายามไปตามหาน้องเค้าเลย ผมไม่อยากให้ใครเดือนร้อน เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงคือผมอยากจะจดจำประสบการณ์ดีๆที่มันอยู่ในความทรงจำของผมก็เท่านั้นเอง ก่อนที่สมองผมจะเสื่อมหรือไม่มีโอกาสอะน่ะ
ขอให้โชคดีในความรักครับ
วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
I Believe I Can Fly
สำหรับคนที่กำลังต๊อแต๊ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ทำนองที่ว่า อกหัก รักคุด ตุ๊ดเมิน เทิร์นเกย์ (ไม่เกี่ยวหรอก แต่ฮาไว้ก่อน ครุครุ) ถ้าเกิดกำลังมีความคิดอยากจะฆ่าตัวตาย
ผมแนะนำว่าให้ไปหาเพลง I Believe I Can Fly ของ R. Kelly มาฟังซ่ะก่อน เพราะจะทำให้มีกำลังใจขึ้นจากท่อนตะขอ (Hook = ตะขอ ???)
I believe I can DIE...
I believe I can ตาย...
Spread my THINGs and DIE away... (อะไรคือ my thing อะ หุ หุ ออกแนวหื่นยังไงก็ไม่รู้)
^
^
^
อ่ะ ล้อเล่นนน น น =_="
ข้างบนนี้เนี่ย จริงๆไม่ใช่เนื้อหาเพลงน่ะ ผมมั่วเอา 555
เอาเป็นว่าไปลองหามาฟังดูก่อน แล้วจะรู้เองแหล่ะ ว่าทำไมมันจะทำให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป
สำหรับคนที่โง่ Eng ไม่ต่างจากผม ถ้าตอนนี้ยังฟังเนื้อหาเพลงไม่ออก ก็อย่าเพิ่งคิดสั้นไปฆ่าตัวตาย ให้รอไปก่อน รอจนเวลาผ่านไป ฟังออกเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตายอาจเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปฆ่าคนอื่นแทน ไม่ใช่แล้ววว ว ว 555
โชคดีครับ >.<
ผมแนะนำว่าให้ไปหาเพลง I Believe I Can Fly ของ R. Kelly มาฟังซ่ะก่อน เพราะจะทำให้มีกำลังใจขึ้นจากท่อนตะขอ (Hook = ตะขอ ???)
I believe I can DIE...
I believe I can ตาย...
Spread my THINGs and DIE away... (อะไรคือ my thing อะ หุ หุ ออกแนวหื่นยังไงก็ไม่รู้)
^
^
^
อ่ะ ล้อเล่นนน น น =_="
ข้างบนนี้เนี่ย จริงๆไม่ใช่เนื้อหาเพลงน่ะ ผมมั่วเอา 555
เอาเป็นว่าไปลองหามาฟังดูก่อน แล้วจะรู้เองแหล่ะ ว่าทำไมมันจะทำให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป
สำหรับคนที่โง่ Eng ไม่ต่างจากผม ถ้าตอนนี้ยังฟังเนื้อหาเพลงไม่ออก ก็อย่าเพิ่งคิดสั้นไปฆ่าตัวตาย ให้รอไปก่อน รอจนเวลาผ่านไป ฟังออกเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตายอาจเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปฆ่าคนอื่นแทน ไม่ใช่แล้ววว ว ว 555
โชคดีครับ >.<
Piece of Blue Sky
Piece of Blue Sky มันคือ... คือ... คืออะไรว่ะ แป่ว =_=" จริงๆแล้วมันคือชื่อเพลง
เนื้อเพลง
..............
.............
............
...........
..........
.........
........
กำลังโหลด โปรดรอ เนื่องจากเนื้อเพลงยาวมาก
.......
......
.....
....
...
..
.
โหลดเสร็จสมบูรณ์...
ตอนนี้ยังคิดไม่ออกอะ >.<
จบ ~
ปล. สำหรับพวกฮาร์ดคอร์ที่หลงเข้ามาอ่าน ผมเชื่อว่าคุณอาจอุทานในใจว่า มุกเควี้ยอะไรของมรึงฟ่ะ!!! ผมต้องกราบนมัสการ เอ้ย กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย _/\_
เนื้อเพลง
..............
.............
............
...........
..........
.........
........
กำลังโหลด โปรดรอ เนื่องจากเนื้อเพลงยาวมาก
.......
......
.....
....
...
..
.
โหลดเสร็จสมบูรณ์...
ตอนนี้ยังคิดไม่ออกอะ >.<
จบ ~
ปล. สำหรับพวกฮาร์ดคอร์ที่หลงเข้ามาอ่าน ผมเชื่อว่าคุณอาจอุทานในใจว่า มุกเควี้ยอะไรของมรึงฟ่ะ!!! ผมต้องกราบนมัสการ เอ้ย กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย _/\_
In vivo study
10 กุมภาพันธ์ 2555
ขอบคุณอาจารย์หนู Sprague Dawley ที่ทำให้เห็นนิสัย จิตใจ และความเห็นแก่ตัวของคน
ขอบคุณอาจารย์หนู Sprague Dawley ที่ทำให้เห็นนิสัย จิตใจ และความเห็นแก่ตัวของคน
ของขวัญเมื่อยามตื่น
ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้มีโอกาสสูดอากาศหายใจอีกนานเท่าไหร่ แต่ผมก็รู้ตัวดีว่าคงอีกไม่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงกลับคืนสู่ธรรมชาติ
อากาศที่ผมได้ใช้ไป ก็จะคืนกลับสู่ผืนแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่
ร่างกายก็คงถึงเวลาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้อีกครั้ง
สมัยก่อนทุกครั้งเวลาก่อนนอน หลังจากสวดมนต์เสร็จ ผมจะขอว่า "ขอให้โลกนี้สงบสุข"
แต่ปัจจุบันผมเลิกขอสิ่งนั้นไปนานแล้ว เพราะคำขอของผมมันกำลังเป็นจริง
ใช่ มันเป็นจริงแล้ว
เพราะโลกของผมกำลังจะสงบลง
ผมเปลี่ยนจากคำขอเป็นคำขอบคุณ
ขอบคุณที่ืทำให้ผมได้มีโอกาสตื่นขึ้นมาดูโลกใบนี้อีกครั้ง
ขอบคุณสำหรับของขวัญที่ให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เห็นธรรมชาติที่หลายหลาย วิถีแห่งชีวิต เวลา โชคชะตา ความหวัง ความสุข ความห่วงใย และความรัก
ดังนั้นผมไม่เคยเสียดายเลยที่ยังตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะต้องเจออุปสรรคและความทุกข์มากมายเพียงใด เพราะอย่างน้อยยามผมตื่น ผมก็จะเห็นของขวัญจากธรรมชาติทุกครั้งไป
~ Note ~
ทำไมเขียนๆอยู่แล้วมันดันนึกถึงคำว่า มรณสติ กับเพลง Still Water ของ Maksim ฟ่ะ ???
อากาศที่ผมได้ใช้ไป ก็จะคืนกลับสู่ผืนแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่
ร่างกายก็คงถึงเวลาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้อีกครั้ง
สมัยก่อนทุกครั้งเวลาก่อนนอน หลังจากสวดมนต์เสร็จ ผมจะขอว่า "ขอให้โลกนี้สงบสุข"
แต่ปัจจุบันผมเลิกขอสิ่งนั้นไปนานแล้ว เพราะคำขอของผมมันกำลังเป็นจริง
ใช่ มันเป็นจริงแล้ว
เพราะโลกของผมกำลังจะสงบลง
ผมเปลี่ยนจากคำขอเป็นคำขอบคุณ
ขอบคุณที่ืทำให้ผมได้มีโอกาสตื่นขึ้นมาดูโลกใบนี้อีกครั้ง
ขอบคุณสำหรับของขวัญที่ให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เห็นธรรมชาติที่หลายหลาย วิถีแห่งชีวิต เวลา โชคชะตา ความหวัง ความสุข ความห่วงใย และความรัก
ดังนั้นผมไม่เคยเสียดายเลยที่ยังตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะต้องเจออุปสรรคและความทุกข์มากมายเพียงใด เพราะอย่างน้อยยามผมตื่น ผมก็จะเห็นของขวัญจากธรรมชาติทุกครั้งไป
~ Note ~
ทำไมเขียนๆอยู่แล้วมันดันนึกถึงคำว่า มรณสติ กับเพลง Still Water ของ Maksim ฟ่ะ ???
แตะ VS ส้นสูง
11 กุมภาพันธ์ 2555
วันนี้ใส่แตะมาทำงาน
~~~ เหตุการณ์ขณะอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน ช่วงเช้าช้าวววว ฮ้าววววว... เช้ามากจนไม่น่าเชื่อว่าจะตื่นไหว ~~~
ตอนกำลังอ่าน RSS ยืนอยู่เฉยๆ ไม่พูดไม่จากับใคร เพราะไม่มีใครให้พูดด้วย =_="
ดันโดนรองเท้าส้นสูง ฉึก ฉึก เข้าที่ข้อเท้า โอ้ววว นี่มันช่างปวดร้าวเสียจริง (มันเกี่ยวกับใส่แตะตรงไหนฟ่ะ)
ในใจก็นึกถึงเพลงของปาล์มมี่ "อยากร้องดังดัง" หรือเพลงประกอบหนังญี่ปุ่น อะ อร๊างงง ง ง ~ ~ เฮ้ย ไม่ใช่แร๊ะ
ความจริงอยากตะโกนว่า อ๊ากกกs (เติม s เพราะเจ็บมาก) แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเกรงใจพวกผู้ชายที่แม่งเนียนนั่งหลับในรถ เดี๋ยวมันจะตื่นมา อะ อร๊างงง ง ง ซ่ะก่อน แบบว่ากรูแมนมาก กรูจะนอน พวกส้นสูงหน่ะเร๊อะ ก็ยืนต่อไปไง สาดดด ด ด
ถ้าไม่เข้าใจความเจ็บว่ามันขนาดไหน ให้นึกถึงเสาเข็มเวลาที่มันตอกลงพื้น ตรึ้ม~ ตรึ้ม~ ข้อเท้าเราก็เหมือนโดน ตรึ้ม~ ตรึ้ม~ ด้วย
สรุปแล้วให้ระวังรองเท้าส้นสูงไม่ว่าเราจะใส่รองเท้าอะไรก็ตาม!!! ตรึ้ม~ ตรึ้ม~ อาจมาหาที่ข้อเท้าของเราได้
ถึงแม้คำขอโทษมันจะลบความเจ็บปวดออกไปได้ แต่มาดูอีกที เลือดมันไหลออกมาเลยหนิหว่า >.<
Fin
วันนี้ใส่แตะมาทำงาน
~~~ เหตุการณ์ขณะอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน ช่วงเช้าช้าวววว ฮ้าววววว... เช้ามากจนไม่น่าเชื่อว่าจะตื่นไหว ~~~
ตอนกำลังอ่าน RSS ยืนอยู่เฉยๆ ไม่พูดไม่จากับใคร เพราะไม่มีใครให้พูดด้วย =_="
ดันโดนรองเท้าส้นสูง ฉึก ฉึก เข้าที่ข้อเท้า โอ้ววว นี่มันช่างปวดร้าวเสียจริง (มันเกี่ยวกับใส่แตะตรงไหนฟ่ะ)
ในใจก็นึกถึงเพลงของปาล์มมี่ "อยากร้องดังดัง" หรือเพลงประกอบหนังญี่ปุ่น อะ อร๊างงง ง ง ~ ~ เฮ้ย ไม่ใช่แร๊ะ
ความจริงอยากตะโกนว่า อ๊ากกกs (เติม s เพราะเจ็บมาก) แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเกรงใจพวกผู้ชายที่แม่งเนียนนั่งหลับในรถ เดี๋ยวมันจะตื่นมา อะ อร๊างงง ง ง ซ่ะก่อน แบบว่ากรูแมนมาก กรูจะนอน พวกส้นสูงหน่ะเร๊อะ ก็ยืนต่อไปไง สาดดด ด ด
ถ้าไม่เข้าใจความเจ็บว่ามันขนาดไหน ให้นึกถึงเสาเข็มเวลาที่มันตอกลงพื้น ตรึ้ม~ ตรึ้ม~ ข้อเท้าเราก็เหมือนโดน ตรึ้ม~ ตรึ้ม~ ด้วย
สรุปแล้วให้ระวังรองเท้าส้นสูงไม่ว่าเราจะใส่รองเท้าอะไรก็ตาม!!! ตรึ้ม~ ตรึ้ม~ อาจมาหาที่ข้อเท้าของเราได้
ถึงแม้คำขอโทษมันจะลบความเจ็บปวดออกไปได้ แต่มาดูอีกที เลือดมันไหลออกมาเลยหนิหว่า >.<
Fin
Cardiac Arrest
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555
วันนี้ได้มีโอกาสฟังเพลงของ ป๊อบ ปองกูล ชื่อเพลง ฉันทำผิดไหม พอฟังจบก็รู้เลยว่าเพลงนี้มัน มัน มัน... (echo + fade ดำ & ขาวสลับไปมา)
มันสำหรับคนเป็นโรคหัวใจใกล้จะ arrest แล้วหนิหว่า
ทำไมน่ะเหรอ ? ? ?
เพราะว่ามันมาจาก ar คือ อ้าาาาาร์ + rest ชื่อเต็มๆคือ rest in peace รวมๆกันได้เป็น อ้าาาาาร์ rest in peace หรือแปลความได้ง่ายๆ คือ เย้... ฉันได้ไปสวรรค์แล้ววว... bye bye โรคหัวใจ & โลกมนุษย์...
ก็ด้วยประการฉะนี้แล... เอวัง...
~~~ สำหรับผู้ที่หลงเข้ามาอ่าน ~~~
ปล. ใครไม่เข้าใจก็ไปลองฟังเพลงก่อนเน้อ ถ้าฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจก็แสดงว่า ไม่คุณก็ผมคงมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบ้าไปแล้ววว ว ว
ปล.1 Cardiac arrest เป็นภาวะหรือสภาวะ แต่อย่าเอาอะไรกับคนเขียนมากเลย เพราะมันไร้สาระตั้งแต่หน้าแรกแล้ว =_=" ดังนั้นก็ช่างมันเต๊อะ เต๊อะ เต๊อะ (echo อีกรอบ)
ปล.2 จริงๆแล้วโรคหัวใจที่เขียนมันมาจาก "โรคหัวใจเปราะบางต่อวันวาเลนไทน์" อะน่ะ มันน่ากลัวยิ่งกว่า "ศุกร์ 13" อีก ใครมีแฟนแล้วคงไม่มีวันเข้าใจหรอก T_T
วันนี้ได้มีโอกาสฟังเพลงของ ป๊อบ ปองกูล ชื่อเพลง ฉันทำผิดไหม พอฟังจบก็รู้เลยว่าเพลงนี้มัน มัน มัน... (echo + fade ดำ & ขาวสลับไปมา)
มันสำหรับคนเป็นโรคหัวใจใกล้จะ arrest แล้วหนิหว่า
ทำไมน่ะเหรอ ? ? ?
เพราะว่ามันมาจาก ar คือ อ้าาาาาร์ + rest ชื่อเต็มๆคือ rest in peace รวมๆกันได้เป็น อ้าาาาาร์ rest in peace หรือแปลความได้ง่ายๆ คือ เย้... ฉันได้ไปสวรรค์แล้ววว... bye bye โรคหัวใจ & โลกมนุษย์...
ก็ด้วยประการฉะนี้แล... เอวัง...
~~~ สำหรับผู้ที่หลงเข้ามาอ่าน ~~~
ปล. ใครไม่เข้าใจก็ไปลองฟังเพลงก่อนเน้อ ถ้าฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจก็แสดงว่า ไม่คุณก็ผมคงมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบ้าไปแล้ววว ว ว
ปล.1 Cardiac arrest เป็นภาวะหรือสภาวะ แต่อย่าเอาอะไรกับคนเขียนมากเลย เพราะมันไร้สาระตั้งแต่หน้าแรกแล้ว =_=" ดังนั้นก็ช่างมันเต๊อะ เต๊อะ เต๊อะ (echo อีกรอบ)
ปล.2 จริงๆแล้วโรคหัวใจที่เขียนมันมาจาก "โรคหัวใจเปราะบางต่อวันวาเลนไทน์" อะน่ะ มันน่ากลัวยิ่งกว่า "ศุกร์ 13" อีก ใครมีแฟนแล้วคงไม่มีวันเข้าใจหรอก T_T
หลังจากจิตใจเกิด tsunami ภายใน 24 ชม. ร่างกายจะเกิด after shock ตามมา
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555
(ที่คิดว่าจะเขียน ประมาณตอน 2 ทุ่มกว่าๆ ขณะกำลังอาบน้ำอยู่)
ผลจาก gift ของเมื่อวานเลยทำให้คนที่ปกตินอน(ตอน)เช้า ได้มีโอกาสนอนก่อนเที่ยงคืนกับเค้าบ้าง เพราะเปื่อยไม่ต่างจากเนื้อเปื่อยฮ่องกง MK แล้ว
(แต่ความเป็นจริง)
อ่าวอิห่านนน เตรียม draft เรื่องอื่นจนเลยเที่ยงคืนไปแล้วยังไม่ได้นอนเลย แว๊กกก ก ก
(ที่คิดว่าจะเขียน ประมาณตอน 2 ทุ่มกว่าๆ ขณะกำลังอาบน้ำอยู่)
ผลจาก gift ของเมื่อวานเลยทำให้คนที่ปกตินอน(ตอน)เช้า ได้มีโอกาสนอนก่อนเที่ยงคืนกับเค้าบ้าง เพราะเปื่อยไม่ต่างจากเนื้อเปื่อยฮ่องกง MK แล้ว
(แต่ความเป็นจริง)
อ่าวอิห่านนน เตรียม draft เรื่องอื่นจนเลยเที่ยงคืนไปแล้วยังไม่ได้นอนเลย แว๊กกก ก ก
วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันที่เจ็บปวดคือวันที่อดีตย้อนมาทำร้ายปัจจุบัน
9 กุมภาพันธ์ 2555
วันนี้...
วันที่ความมั่นใจเริ่มอ่อนแรง
วันที่ Ego ติดลบ
วันที่กิน Pride ตัวเอง
1+1 ชั่วโมงที่อยู่หน้าคอม
ทำไมถึงได้อ่อนแออย่างนี้
หรือเป็นเพราะยังมีความหวัง หรือยึดติดกับความทรงจำ
อืมมม ม ม...
มันเป็นความทรงจำแสนสุขจริงๆ แม้จะช่วงสั้นๆก็ตาม
อดีตที่แกล้งทำเป็นลืม มันช่างร้ายกาจเสียจริง
There's a saying...
Yesterday is history...
Tomorrow is a mystery...
But today is a gift...
That is why it is called the present...
- Master Oogway
แต่ทำไม GIFT ของผมครั้งนี้ ดันทำให้นึกถึงอดีตได้ ซ่ะงั้น
>.<
วันนี้...
วันที่ความมั่นใจเริ่มอ่อนแรง
วันที่ Ego ติดลบ
วันที่กิน Pride ตัวเอง
1+1 ชั่วโมงที่อยู่หน้าคอม
ทำไมถึงได้อ่อนแออย่างนี้
หรือเป็นเพราะยังมีความหวัง หรือยึดติดกับความทรงจำ
อืมมม ม ม...
มันเป็นความทรงจำแสนสุขจริงๆ แม้จะช่วงสั้นๆก็ตาม
อดีตที่แกล้งทำเป็นลืม มันช่างร้ายกาจเสียจริง
There's a saying...
Yesterday is history...
Tomorrow is a mystery...
But today is a gift...
That is why it is called the present...
- Master Oogway
แต่ทำไม GIFT ของผมครั้งนี้ ดันทำให้นึกถึงอดีตได้ ซ่ะงั้น
>.<
วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ใสซื่อกับเสแสร้งต่างกันตรงไหน
ถ้าคำว่าซื่อคือซื่อสัตย์
ถ้าคำว่าแสร้งคือแสร้งแกล้งทำ
สิ่งที่เหมือนคือจิตใจ เพราะมาจากจิตใจกันทั้งนั้น
สิ่งที่ต่างก็คงเป็นจิตใจ เพราะจิตใจคงรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่
ภายนอกของคนที่ใสซื่อ
ภายนอกของคนที่เสแสร้ง
แท้จริงแล้วไม่ต่างกัน
แต่ภายในของพวกเขา
อาจแตกต่างจนยากแก่การหยั่งถึง
ถ้าอยากมองจิตใจของพวกเขา ก็คงมองยากดั่งก้นทะเลลึก แต่สิ่งหนึ่งที่มองเห็นได้ชัด คือจิตใจของตน
มองใจตนไปทำไม
อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า
ใจนึกคิดอะไร ถ้ามีสติรับรู้ ก็จะทำให้ไม่ประมาท
ถ้าใจตนใฝ่ในทางร้าย สติจะค่อยเตือนให้หันกลับสู่ทางที่ถูกต้อง
ถ้าใจตนโหยหาในความสุข สติจะค่อยเตือนให้ไม่ยึดติดกับความสุขนั้น
ถ้าเราสนใจแต่ความแตกต่างของคนอื่น เราจะมองไม่เห็นตัวเรา
ถ้าเราสนใจแต่จิตใจของคนอื่น เราจะไม่รับรู้จิตใจเรา
สุดท้ายสิ่งที่แตกต่างก็คือจิตใจที่เจือไปด้วยความมืดบอดที่ค่อยบดบังไม่ให้มองเห็นความจริงของตัวเรากระมัง
ถ้าคำว่าแสร้งคือแสร้งแกล้งทำ
สิ่งที่เหมือนคือจิตใจ เพราะมาจากจิตใจกันทั้งนั้น
สิ่งที่ต่างก็คงเป็นจิตใจ เพราะจิตใจคงรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่
ภายนอกของคนที่ใสซื่อ
ภายนอกของคนที่เสแสร้ง
แท้จริงแล้วไม่ต่างกัน
แต่ภายในของพวกเขา
อาจแตกต่างจนยากแก่การหยั่งถึง
ถ้าอยากมองจิตใจของพวกเขา ก็คงมองยากดั่งก้นทะเลลึก แต่สิ่งหนึ่งที่มองเห็นได้ชัด คือจิตใจของตน
มองใจตนไปทำไม
อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า
ใจนึกคิดอะไร ถ้ามีสติรับรู้ ก็จะทำให้ไม่ประมาท
ถ้าใจตนใฝ่ในทางร้าย สติจะค่อยเตือนให้หันกลับสู่ทางที่ถูกต้อง
ถ้าใจตนโหยหาในความสุข สติจะค่อยเตือนให้ไม่ยึดติดกับความสุขนั้น
ถ้าเราสนใจแต่ความแตกต่างของคนอื่น เราจะมองไม่เห็นตัวเรา
ถ้าเราสนใจแต่จิตใจของคนอื่น เราจะไม่รับรู้จิตใจเรา
สุดท้ายสิ่งที่แตกต่างก็คือจิตใจที่เจือไปด้วยความมืดบอดที่ค่อยบดบังไม่ให้มองเห็นความจริงของตัวเรากระมัง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)