วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สัญญาณแห่งความรัก

ความรักคือการเสียสละ

การเสียสละเวลาอันมีค่าเพื่อดูแลคนที่เรารัก  ถ้าเรารักใครมาก ๆ เราจะยอมเสียสละละทิ้งตัวตนยอมให้อีกฝ่ายเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวได้

ถ้าเรายินยอมให้เวลากับใครซักคนด้วยความเต็มใจและยอมละทิ้งความเป็นตัวตนให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวได้เมื่อไหร่ บอกได้เลยว่านั้นคงเป็นสัญญาณแห่งความรักอย่างแน่นอน

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Love is...Good or Bad?

"Love is nice, love is plain, love is harmless, love is pain.

Love is the thing that many seek, love is a lesson one will teach.

Love is melody that plays so fine, some may not find it during their time.

Love is a treasure, held so dear. Love is happiness, anger, hate, and fear.

Love is a feeling, no one can tame, love is a source of eternal pain.

Love is a tool, used to hurt. Love is a game of senseless flirt.

Love is the number of people you've had. Is love good or is it bad."

ปล. ใครเขียนไม่รู้ แต่มันโดนใจจริง ๆ

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Ph.D. FAQ

ถาม: เรียนจบปริญญาเอกแล้วได้อะไร
ตอบ: ได้หมี!
ถาม: เรียนไปเพื่ออะไร
ตอบ: เพื่อหมี!
ถาม: จบไปแล้วจะทำอะไร
ตอบ: สอนหมี!
ถาม: งานวิจัยที่จะทำต่อจากนี้
ตอบ: วิจัยหมี!
ถาม: เห็นหมีหนูมั๊ย
ตอบ: .......!!! (โดนเซ็นเซอร์ ตื๊ดดด)

ปล. ขอเป็นหนึ่งเสียงที่สนับสนุนในการให้ของขวัญบัณฑิตโท/เอกในงานเลี้ยงที่จุลแพทย์เป็นหมีครับ มันมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้ง ถูกใจป๋ามาก!!!
ปล.1 ที่หน้าอกหมีมันมีชื่อ initial ของผมด้วย

 

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Quote by Thien #26

ถ้าเราเข้าไปในฝันเธอได้ ยามที่เธอฝันร้าย เธอแค่เรียกเรา เราจะได้ฝันร้ายไปพร้อมกับเธอ

วิธีแก้ง่วง เผื่อดูบอลกันยันเช้า

1. เดินเล่น
2. ยืดเส้น
3. ล้างหน้า
4. เคี้ยวหมากฝรั่ง/อมลูกอม
5. ไปนั่งข้างๆหัวหน้า/เจ้านาย/ผู้บังคับบัญชา
6. หาของเปรี้ยวๆกิน
7. ถ้าทำยังไงก็ยังง่วงอยู่ ก็นอนเถอะครับ 555

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่องเล่าขำๆ ประสบการณ์เมื่อมีคนโทรหรือส่งข้อความผิดมา ณ ตอนอยู่ที่อเมริกา

ตอนที่อยู่เมกา ตอนนั้นผมมีประสบการณ์ตรงเรื่องส่งข้อความผิดหรือโทรผิดบ่อยมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมที่นู้นถึงชอบมีเบอร์แปลกๆโทรมาหรือส่งข้อความมา บอกได้เลยว่าที่ผมเจอตอนอยู่เมกา มันเจอบ่อยกว่าเมืองไทยอีก แต่ที่ผมขำก็คือ พอเค้าส่งข้อความผิด ผมก็ตอบกลับไปแบบสุภาพว่าส่งผิดเบอร์ ส่วนมากเค้าก็จะด่ากลับมา หรือโทรมาด่า ที่ขำก็คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องด่ากลับด้วย F word นี่ถือว่าเป็นคำที่ต้องเจอเลย ถ้าไม่เจอ F แปลว่าผิดปกติ ผมก็เคยด่ากลับน่ะ เวลาผมว่างๆก็ถือว่าเป็นอีกกิจกรรมการฝึกภาษาอังกฤษไปอีกแบบ แต่ถ้าไม่ว่างก็ forward ไป 911 เลย ฮาๆ

ที่ผมยอมส่งข้อความตอบกลับคนพวกนั้น จริงๆแล้วเพราะค่าโทรมือถือที่เมกามันจะซื้อเป็น plan (ก็เหมือนกับที่เมืองไทยจะเรียกว่าโปร) ซึ่งที่นู้นเนี่ย ส่วนมากมันจะเหมาจ่ายอยู่แล้ว อย่างตอนนั้นผมใช้ plan 50 เหรียญ โทร ส่งข้อความ data ได้ฟรีทั่วเมกา ผมก็ไม่ค่อยได้ใช้มือถืออยู่แล้ว ถ้ามีใครส่งผิดมา ก็ส่งกลับไปเพราะเหมาจ่ายไปแล้ว ก็ขำๆ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต 555

ที่ขำไปกว่านั้นคือ ย่านที่ผมอยู่ถือว่าเป็นย่านที่เทคโนโลยีด้านการแพทย์เจริญอันดับต้นๆของเมกาเลย แต่ดันเจอ F word แถบทุกวัน สงสัยอาจจะเครียดกันเลยต้องระบายซ่ะหน่อย แล้วโชคก็ดันมาตกที่ผมซ่ะงั้น ฮาๆ

ปล. plan แบบไม่เหมาจ่ายก็มี แต่ที่เมกา คนโทรและคนรับก็จะเสียเงินด้วย คนที่อยู่นานเค้าเลยซื้อแบบเหมาจ่ายจะคุ้มกว่า

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเอง

1 ให้อภัยสิ่งที่ผิดพลาดไป
2 ยิ้ม
3 หาจุดเด่นของตัวเอง
4 อย่ากลัวที่จะทำ
5 ห้ามเปรียบเทียบกับผู้อื่น
6 เชื่อว่าเราต้องทำได้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
7 มองให้เห็นถึงโอกาสที่จะเข้ามา

ปล. มี 7 ข้อ เพราะผมชอบเลข 7 ฮาๆๆ

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Quote by Thien #25

ถ้าความรักทำให้เรายิ้มได้ยามที่มีความสุข ยามที่เจ็บเพราะความรัก เราก็ควรยิ้มให้กับมัน เพื่อขอบคุณถึงบทเรียนที่ความรักมอบให้ เพราะอย่างน้อย เราก็ยังรู้จักความรักมากกว่าคนบางคนที่ไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักมันเลย

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ธรรม #9 อินทรีย์ & สติ

"การใช้อินทรีย์ เช่น ตาดู หูฟัง อย่างมีสติ มิให้ถูกความโลภ ความโกรธ ความแค้นเคือง ความหลง ความริษยา เป็นต้น เข้ามาครอบงำ แต่ใช้ให้เป็น ให้ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะให้เกิดปัญญา รู้ความจริง และได้ข้อมูลข่าวสารตรงตามสภาวะ ที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาและทำการสร้างสรรค์ต่างๆ ต่อไป

ควรทราบว่า เพื่อความเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป โดยสรุป อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำหน้าที่ ๒ อย่าง คือ
1) หน้าที่รู้ คือรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เช่น ตาดู รู้ว่าเป็นอะไร ว่าเป็นนาฬิกา เป็นกล้องถ่ายรูป เป็นดอกไม้ ใบไม้สีเขียว สีแดง สีเหลือง รูปร่างยาวสั้นใหญ่เล็ก หูได้ยินเสียงว่า ดัง เบา เป็นถ้อยคำสื่อสารว่าอย่างไร เป็นต้น
2) หน้าที่รู้สึก หรือรับความรู้สึก พร้อมกับรับรู้ข้อมูลเราก็มีความรู้สึกด้วย บางทีตัวเด่นกลับเป็นความรู้สึก เช่น เห็นแล้วรู้สึกสบายหรือไม่สบาย ถูกตาไม่ถูกตา สวยหรือน่าเกลียด ถูกหูไม่ถูกหู เสียงนุ่มนวล ไพเราะหรือดังแสบแก้วหูรำคาญ เป็นต้น

- หน้าที่ด้านรู้เรียกง่ายๆ ว่า ด้านเรียนรู้ หรือศึกษา
- หน้าที่ด้านรู้สึก เรียกง่ายๆ ว่า ด้านเสพ
พูดสั้นๆ ว่า อินทรีย์ทำหน้าที่ ๒ อย่าง คือ ศึกษา กับ เสพ

ถ้าจะให้ชีวิตของเราพัฒนา จะต้องใช้อินทรีย์เพื่อรู้หรือศึกษาให้มาก มนุษย์ที่ไม่พัฒนา จะใช้อินทรีย์เพื่อเสพความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ บางทีแทบไม่ใช้เพื่อการศึกษาเลย เมื่อมุ่งแต่จะหาเสพความรู้สึกที่ถูกหู ถูกตา สวยงาม สนุนสนานบันเทิง เป็นต้น ชีวิตก็วุ่นวายอยู่กับการวิ่งไล่หาสิ่งที่ชอบใจ และดิ้นรนหลีกหนีสิ่งที่ไม่ชอบใจ วนเวียนอยู่แค่ความชอบใจ-ไม่ชอบใจ รัก-ชัง ติดใจ-เกลียดกลัว หลงใหล-เบื่อหน่าย แล้วก็ฝากความสุขความทุกข์ของตนไว้ให้ขึ้นกับสิ่งเสพบริโภค"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 114

Quote by Thien #24

การจะอยู่เคียงข้างกันได้ คือ การเดินไปพร้อมๆกัน ไม่ควรมีใครต้องนำ ตามหลัง หรือหยุดรอใคร

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความรักที่ยั่งยืน

ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นประสบการณ์ที่ดี แม้จะเจ็บปวดจากความรักหรือมันอาจไม่ใช่เรื่องที่มีความสุข แต่ถ้ารู้จักเรียนรู้กับมัน เมื่อนั้นเราจะรู้วิธีจัดการมันว่าทำยังไงถึงจะเหมาะสมกับตัวเรา คล้ายๆกับทำการทดลองหรือประดิษฐ์อะไรซักอย่าง มันจะต้องมีผิดพลาดกันบ้าง แต่สุดท้าย ถ้าเราไม่ยอมแพ้ ซักวันเราก็จะได้รางวัลเป็นความรักที่ยั่งยืน

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Quote by Thien #23

ถ้าเราไม่ปล่อยอดีตให้ผ่านไป เราก็อาจไม่รู้จักอนาคต ถ้าเราไม่อยู่กับปัจจุบัน เราจะเดินไปไม่ถึงอนาคต

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เจตนาดีแต่บางครั้งคือ Nothing

ด้วยความแตกต่างของอะไรหลายๆอย่างในหมู่คน ไม่ว่าจะเป็น สังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ถึงแม้ว่าเราจะเจตนาดีขนาดไหน แต่บางครั้งเจตนาที่ดีนั้นก็ไม่มีใครสามารถสัมผัสได้ ต้องปล่อยวางอย่างเดียว เพราะเราพยายามเต็มที่แล้ว

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Quote by Thien #22

สามสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรักกันคือ ความซื่อสัตย์ ความไว้ใจ และการให้เกียรติกัน

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วิธีลืมแฟนเก่า

1. เห็นคุณค่าในตัวเอง
ถามตัวเองว่า ในเมื่อแฟนเก่าไม่สนใจ แล้วเราจะสนใจเค้าไปทำไม เราควรหันมาสนใจพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เห็นคุณค่าของเรา เราก็อย่าได้แคร์ Let it go... Let it gooooooo!!!

2. อยู่กับปัจจุบัน
อย่ายึดติดกับอดีต อดีตเป็นได้แค่บทเรียนที่จะทำปัจจุบันให้ดีขึ้นกว่าเดิม

3. คิดถึงคนที่เข้ามาใหม่และบอกความจริงอีกฝ่าย
ถ้าลืมแฟนเก่าไม่ได้ ในขณะที่มีคนใหม่เข้ามา แนะนำว่าให้บอกอีกฝ่ายไปตรงๆว่า ขอเวลาทำใจเนื่องจากยังลืมแฟนเก่าไม่ได้ ถ้าคนที่เข้ามาใหม่ เป็นความรักแบบไม่ฉาบฉวย ยังไงเค้าก็รอได้ ถ้าเค้าไม่พร้อมจะรอ เค้าจะจากไปเอง ดีกว่าไม่บอกกัน เพราะมันจะทำให้คนที่รู้ความจริงต้องเจ็บปวดภายหลัง

4. ปลงโดยใช้หลักธรรม
ใช้หลักไตรลักษณ์ หลักธรรมข้ออนิจจัง ทุกอย่างรวมถึงความรัก ย่อมมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน หลักธรรมข้อนี้จะทำให้เราไม่ติดยึดกับอารมณ์ความรู้สึกทั้งทุกข์และสุขได้

ปล. จริงๆมีวิธีอีกเยอะ แต่หลักใหญ่ๆ ผมว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Quote by Thien #21

สิ่งที่มาพร้อมกับความหวังคือความผิดหวัง ดังนี้แล้ว เมื่อใดที่มีความหวัง ก็อยากให้นึกถึงความผิดหวังไว้ด้วยเสมอ ยามที่ผิดหวังขึ้นมา จะได้ไม่เจ็บปวดมาก เพราะได้เผื่อใจไว้แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

Love is?

พูดถึงความรัก ผมว่าเราไม่สามารถเลือกได้ว่าความรักจะเป็นแบบไหนกับใคร เพราะถ้าเราเลือกได้ เช่น อยากได้แฟนอาชีพ อายุ ฐานะ ฯลฯ แบบนี้แบบนั้น แล้วก็ดันไปหลงรักเพราะสิ่งนอกกายเหล่านั้น ภาษาธรรมเค้าเรียกว่า โลภะ ครับ คือ ความอยากได้อยากมีอยากเป็น ซึ่งในกรณีแบบนี้ ถ้าอีกฝ่ายไม่มีสิ่งนอกกายเหล่านั้นแล้ว ความรักมันจะเป็นความรักอีกหรือไม่? สมมุติรักอีกฝ่ายเพราะเงิน พอหมดเงินแล้วจะยังรักกันไหม? สมมุติรักอีกฝ่ายเพราะอาชีพการงาน ถ้าไม่ได้ทำอาชีพนั้นแล้ว จะยังรักกันไหม? สมมุติรักอีกฝ่ายเพราะหน้าตา พอแก่ตัวลง หน้าตาไม่ดี จะยังรักกันไหม?

แต่ถ้าความรักเกิดจากจิตใจล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับสิ่งนอกกายหรือสิ่งยั่วยุภายนอก ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ตกงาน ไม่มีเงิน แก่ตัวหน้าเหี่ยว พิการ ฯลฯ ความรักนั้นก็จะไม่มีวันเสื่อมสลาย และคงไม่มีอะไรแยกหรือทำลายความรักนั้นลงได้ครับ

ปล. ใครเห็นอย่างไร ร่วมพูดคุยกันได้ แบ่งปันประสบการณ์กันครับ เรื่องแบบนี้ ศัพท์เทคนิคเค้าบอกว่า "นานาจิตตัง" ครับ ^^

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ธรรม #8 เมตตา & ปัญญา

"คนที่มีเมตตาอย่างเดียว ก็อาจจะตายอย่างเดียว คือถึงจะมีเมตตา แต่ถ้าโง่ก็เป็นโมหะ คนมีเมตตา แต่โง่ก็ไปไม่รอด

สิ่งที่จะทำให้ดำเนินการได้สำเร็จ คือ ปัญญา ฉะนั้น เพื่อสนองจุดหมายของเมตตา ก็ต้องมีปัญญาที่จะดำเนินการ ต้องรู้ต้องเข้าใจ เช่นว่า เรื่องนี้ๆ มีภูมิหลังเป็นมาอย่างไร"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 90

ธรรม #7 ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

"ถ้าบอกว่าไทยเป็นเมืองพุทธ ก็ต้องเลิกเป็นทาสของความไม่รู้

หลักง่ายๆ ก็ไม่ประสีประสา พัฒนาคนให้มีตนที่พึ่งได้ไม่ใช่มัวรอผลดลบันดาล

นอกจากนี้ ก็มีเรื่องที่ว่า ทำอย่างไรจะให้ประชาชนแยกได้ว่า อะไรเป็นพุทธศาสนา อะไรไม่ใช่พุทธศาสนา

เรื่องนี้ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา อะไรเป็นพุทธ อะไรไม่ใช่พุทธ คนทั่วไปมักเขว หรือไม่ก็เลื่อนลอย แล้วก็ไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้ง และเพราะความอ่อนแอ และการขาดโอกาส ก็เลยออกไปสู่วิถีทางของการพึ่งพาอำนาจภายนอก กลายเป็นทาสของลัทธิหวังผลดลบันดาลกันมาก"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 87

Quote by Thien #20

ที่ใดมี "ความรัก" ที่นั่นย่อมมี "ความทุกข์"
แต่ที่ใดมี "ความทุกข์" ฉันใด ที่นั่นย่อมมี "ความสุข" ฉันนั้น

Quote by Thien #19

ความรักเหมือนสายรุ้ง ที่นำความสดใสและสีสันสู่ชีวิต

Quote by Thien #18

Even though I'm going to go to far...far away home, my spirit will always live on beside you.

ปล. เอาไว้พูดก่อนตาย

Quote by Thien #17

เราไม่สามารถได้ทุกสิ่งที่ต้องการ ถ้าเราพอใจในสิ่งที่ตนมี ความสุขมันจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

Quote by Thien #16

ก่อนจะชนะคนอื่น จงชนะใจตนเองให้ได้เสีย เมื่อชนะใจตนเอง ก็ไม่มีอะไรที่ต้องชนะอีกแล้ว

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

Quote by Thien #15

I will always be in your mind...your heart...and your soul.

Quote by Thien #14

ความรักเป็นได้มากกว่ายาวิเศษที่สุดแสนมหัศจรรย์ แต่บางครั้งมันก็กลับกลายเป็นยาพิษที่คร่าชีวิตคน

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

Quote by Thien #13

ความรักจะไม่ใช่ความรักที่สมบูรณ์ หากขาดความรักของ "คนสองคน"

Quote by Thien #12

ความรักไม่ใช่น้ำ แม้ขาดเกินสามวัน ก็ไม่ถึงตาย

ปล. บางกรณี ขาดน้ำเกินสามวันก็ยังไม่ตาย

Quote by Thien #11

ความรักเปรียบประดุจดังปลากับสายน้ำ

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการขอสาวแต่งงานแบบเนียนๆ #7 เล่นปาหิมะ (ฉบับหนาวกายแต่อุ่นใจ)

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในต่างแดน เมืองไทยคงหาหิมะยาก Dream World ไม่ควร เพราะคนเยอะเกินไป

วันไหนอากาศดีๆ ก็ชวนผู้หญิงเล่นปาหิมะเลยครับ

เอาแหวนซ่อนในหิมะ ปั้นให้เป็นลูกกลมๆ เลงให้แม่นๆ แล้วปาเลยครับ ไม่แม่นไม่ได้น่ะครับ (ย้ำ) เพราะมีลูกเดียว ปาวืดเมื่อไหร่ แหวนหาย อันนี้ตัวใครตัวมันครับ

แนะนำว่าไม่ควรปั้นแน่นมากครับ เดี๋ยวหิมะไม่แตกเวลาโดนผู้หญิง แหวนไม่หล่น/หลุดออกมา จะมีฮาได้ครับ เมื่อปาโดนก็เดินไปหาผู้หญิงที่กำลังมึนๆอยู่นั้นแหล่ะครับ "อุ๊ย! เธอๆมีอะไรออกมาหน่ะ (หยิบแหวน) เธอแต่งงานกับเรามั๊ย" ถ้าผู้หญิงไม่ตอบตกลง ผมขอให้นึกถึงเพลงของหนังเรื่อง Frozen ครับ Do you wanna build a snowman... นั้นแหล่ะครับ ฆ่าผู้หญิงหมกหิมะ แล้วเอาไปปั้นเป็นสโนว์แมน เอ้ยยย ผมล้อเล่นน่ะครับ อย่าทำจริงหล่ะ ฮาๆๆ

ถ้าผู้หญิงตอบตกลง ผมขอแนะนำว่า เอาหิมะแถวนั้นไปราดน้ำแดงกินเถอะครับ เพื่อความขลัง!

ปล. ถ้ากล้ากินหิมะ อย่าลืมเผื่อ Norfloxacin ไว้ด้วย ท้องเสียขึ้นมา ตัวใครตัวมันน่ะครับ ฮาๆๆ

เทคนิคการขอสาวแต่งงานแบบเนียนๆ #6 ปลูกต้นไม้ (ฉบับโลกสวยด้วยมือเรา)

ขั้นเตรียมตัว:
ไปหาแหวนแต่งงาน แล้วก็ซ่อนไว้ให้ดีๆ อย่าให้หายครับ และเตรียมต้นไม้ไปปลูก จะดอกไม้หรือต้นอะไรก็ได้ ต่อไปผมจะขอเรียกว่าต้น something น่ะครับ เพราะสุดท้าย ปลูกออกมามันจะกลายเป็น "ต้นไม้แบบเดียวกันหมด" (งง ใช่มั๊ยครับ อะไรคือ "ต้นไม้แบบเดียวกันหมด" มีเฉลยตอนท้ายครับ อิอิ)

วิธีนี้ดีมากครับ ได้ขอแต่งงาน รักษ์โลก แถมช่วยเพิ่มสีเขียวให้โลกอีก เผลอๆได้รางวัลบุคคลตัวอย่างด้วย เพราะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ผู้พบเห็น มีแต่ win-win

ขั้นปฏิบัติการ:
วิธีการง่ายๆครับ แค่ไปหาพื้นที่ที่จะปลูกต้น something ให้ดี อย่าลืมแหวน แล้วก็ชวนผู้หญิงไปด้วย บอกผู้หญิงว่าไม่ต้องเตรียมอะไรไปก็ได้ หรือถ้าอยากจะหาต้นอะไรไปปลูก ก็ตามศรัทธาครับ เมื่อเจอแหล่งที่จะปลูกแล้ว ง่ายๆ ก็ขุดๆๆๆ ขุดไปขุดมา "อุ๊ย! เธอๆ เราเจออะไรก็ไม่รู้ด้วยอะ แข็งๆ (แหวนแต่งงานพร้อม) แต่งงานกับเรามั๊ยครับ" ถ้าผู้หญิงไม่รับปากแต่งกับคุณ ผมแนะนำว่า ในเมื่อหลุมก็ขุดอยู่แล้ว ก็ขุดฝังผู้หญิงเลยครับ ฮาๆๆ (ล้อเล่นครับ)

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ชายที่ไม่กล้าคุกเข่าขอผู้หญิง ผมว่ามันดีมากครับ เพราะยังไงคุณก็คงไม่ยืนขุดดินอยู่แล้ว (นอกจากจะแบกพลั่วอันใหญ่ๆไปขุดดิน อันนั้นก็ต้องยืนขุด) ในเมื่ออยู่ใน position ท่านั่งหรือไม่ก็คุกเข่าอยู่แล้ว ก็เนียนคุกเข่าขอแต่งงานต่อไปเลย ฮาๆ

ถ้าผู้หญิงรับปากแต่งด้วย หลังจากนี้ ต้นที่พวกคุณจะปลูกมันก็กลายเป็น "ต้นรัก" โดยปริยาย ฮิ้ววว ว ว (ปลูกต้นอะไร ก็ได้ต้นรักหมดเลย เฉลยแล้วน่ะครับ ฮาๆๆ)

เทคนิคการขอสาวแต่งงานแบบเนียนๆ #5 ตู้เย็น (ฉบับนักวิทยาศาสตร์)

จริงๆวิธีนี้อาจไม่จำกัดเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ ขอให้มีตู้เย็นพอครับ เพียงแต่ในห้องปฏิบัติการ หรือ ห้องแลปมันมีตู้เย็นเยอะมากครับ ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็นปกติ ตู้เย็นแบบ -20 องศาเซลเซียส -80 องศาเซลเซียส (ที่เรียกว่า deep freeze) จริงๆยังมี liquid nitrogen อีกครับ แต่อันนี้ ไม่แนะนำ เพราะมันอันตรายเกิน (liquid nitrogen มีอุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ใครอยากลอง ไปขอลองในห้องแลปที่เค้าทำพวก cell culture กันได้ครับ จะได้รู้ว่าเวลาโดนมัน แม้เพียงนิดหน่อย มันจะรู้สึกอย่างไร) แต่ liquid nitrogen มันก็ไม่ได้อยู่ในตู้เย็น ดังนั้น อันนี้ก็ไม่รวมอยู่แล้วครับ (แล้วจะพูดเพื่อ? ฮาๆ)

วิธีนี้ง่ายๆครับ คือเอาแหวนไปซ่อนในตู้เย็นนั้นเอง จะซ่อนยังไงก็แล้วแต่ศรัทธาเลยครับ แต่ถ้าจะให้ cool cool หน่อย แบบนักวิทยาศาสตร์ ที่คนทั่วไปชอบบอกว่า พูดภาษามนุษย์ไม่เป็น ผมแนะนำว่า เอาไปซ่อนในตู้เย็น -80 เลยครับ เย็นดี อาจหา cryo vial ใส่แหวน ถ้ากลัวเกล็ดน้ำแข็งจะทิ่มแทงแหวน ก็ใส่ glycerol ไปด้วยก็ได้ครับ กี่% ก็ว่าไป อาจใส่แหวนในกล่องก็ได้ที่เรียกว่า cryo box แล้วก็เขียนแปะไว้ว่า แต่งงานกันเถอะ!

หลังจากเตรียมแหวนในตู้เย็นพร้อม ก็ไปพูดหลอกล่อยังไงก็ได้ให้ผู้หญิงไปหยิบ หลอด/กล่อง ในตู้เย็นมาให้ ถ้าเป็นห่วงผู้หญิง กลัวจะช็อคคาตู้เย็น ผมแนะนำว่า เดินตามอยู่ห่าง(อย่างห่วงๆ?) เดินย่องเบาตามไปด้วยก็ได้ พร้อมถือกล้องวิดีโอไปอัดตอนเจอแหวนก็ได้ครับ จะได้เอาไปเปิดในงานแต่ง ฮาๆ จริงๆผมยังไม่เคยเห็นมีใครเปิดวิธีโอตอนผู้หญิงถูกขอแต่งงานในงานแต่งเลยครับ แอบอยากเห็น ฮาๆๆ

ปล. ก่อนจะเอาแหวนไปซ่อนในตู้เย็นนั้นๆ ดูด้วยครับว่ามันเป็นตู้เย็นใช้ทำอะไร อย่าง -80 เท่าที่ผมเคยรู้มา เค้าใช้เก็บจุลชีพกันครับ เชื้อบางตัวก่อโรค มะเร็ง ท้องร่วง บลาๆ เยอะแยะครับ ถึงมันจะอยู่ในหลอดทดลองก็เถอะ ถ้าไม่มั่นใจจริง contaminate มา ถึงตายได้ครับ

ปล.1 ก่อนจะใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์อะไร โดยเฉพาะพวกอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง พวกหลอดทดลอง บลาๆๆ ต้องคิดเสมอครับว่า มันคือเงินงบวิจัย ดังนั้นแล้ว ถ้าจะใช้วิธีนี้ อาจต้องคิดถึงอุปกรณ์ที่เราต้องเสียไปเพื่อเอาไปใส่แหวนขอแต่งงานด้วยครับ ควรจะสำรองเงินไว้จ่ายค่าส่วนนี้ด้วย จริงๆหลอดทดลองบางอัน มันก็ไม่กี่บาท แต่ก็เป็นเงินครับ ใครที่เคยของบวิจัยจะรู้ว่า งบมันขอยากมว๊ากกก ก ก

เทคนิคการขอสาวแต่งงานแบบเนียนๆ #4 Cold Room (ฉบับนักวิทยาศาสตร์)

ใครอยู่ในสายวิทยาศาสตร์ ผมเชื่อว่าน่าจะรู้จัก cold room หรือห้องเย็น ใช่แล้วครับ นี่คือสถานที่เป้าหมาย

วิธีการก็ง่ายๆครับ คือหลอกล่อยังไงก็ได้ให้สาวเข้าไปอยู่ในห้องเย็นกับเราให้ได้ หรือถ้าคุณผู้ชายต้องใช้ห้องเย็นเพื่อทำแลปอยู่แล้วก็ดีเลยครับ ก็ให้ผู้หญิงไปเป็นผู้ช่วยก็ได้ และเมื่อทำแลปเสร็จ พูดไปเลยครับว่า "เพื่อเป็นการตอบแทนที่เธอช่วยเราในครั้งนี้ เรามีของให้เป็นการตอบแทน (หยิบแหวน เตรียมพร้อม) แต่งงานกันเถอะ!" ขอแต่งงานในห้องเย็น ผมว่ามันคงมีความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหิมะแหล่ะมั้งครับ 4 องศาเซลเซียส แลกกับความไม่เหมือนใคร ผมว่าน่าลองน่ะครับ ฮาๆๆ

ข้อควรระวัง: คือต้องมั่นใจว่า ระหว่างอยู่ในปฏิบัติการขอแต่งงาน มันจะต้องไม่มีคนมาใช้ห้องเย็นร่วมกับเราครับ ไม่งั้น กำลังขอๆอยู่ มีใครเปิดประตูเข้ามา แผนพังได้ครับ ฮาๆๆ

ปล. จริงๆการเอาสถานที่ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในเรื่องส่วนตัว มันอาจไม่ค่อยเหมาะสมครับ แต่ถ้าจะเลือกวิธีนี้จริงๆ ถ้าจำเป็นอาจต้องขออนุญาตเป็นเรื่องเป็นราวไปเลยครับ บางที่อาจเป็นบันทึกข้อความ อะไรก็ว่าไป แต่ผมเชื่อว่า ถ้าคนมีอำนาจอนุญาต ได้ฟังเหตุผลว่าจะขอสาวแต่งงาน ผมว่าเค้าน่าจะอนุญาตน่ะครับ นอกจากจะเอาไปทำอะไรแปลกๆที่มันเสี่ยงต่อระบบโดยรวมของห้องนั้นๆ อันนี้คงไม่มีใครอนุญาต

ปล.1 มันมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์บางอย่างที่ราคาแพงมว๊ากกก ก ก แต่อยู่ในห้องเย็น ถ้าไม่มั่นใจว่า หลังจากขอแต่งงานไปแล้ว ผู้หญิงอาจจะสติแตก/ช็อคจนอาจทำให้เครื่องมือพัง/ล้มไปชนเครื่องมือ วิธีนี้หลีกเลี่ยงเด็ดขาดครับ

เทคนิคการขอสาวแต่งงานแบบเนียนๆ #3 Research Proposal (ฉบับนักวิชาการ)

คำชี้แจงเบื่องต้น:
วิธีนี้ผมภูมิใจนำเสนอครับ ฝ่ายหญิงควรจะเป็นคนที่เคยผ่านการเขียน research proposal/proposal หรือรู้จักมันเป็นอย่างดี เพื่อขอทุน (grant) ทำวิจัย หรือ เพื่อส่งให้คณะกรรมการพิจารณาวิทยานิพนธ์ (thesis/dissertation) ผมมั่นใจว่ายุคนี้คนที่เรียนสูงๆ ตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ต้องรู้จัก proposal (ปริญญาเอกบางคนเขียนบ่อยจนรู้สึกว่ามันชิวๆเลยครับ) เอาเป็นว่าก่อนจะใช้วิธีนี้ลองไปคุยล้วงข้อมูลสาวๆก่อนก็ได้ครับ ว่ารู้จักมันป่าว

ถ้าคุณจะใช้วิธีนี้ คุณก็ต้องเคยเขียนมันมาก่อนน่ะครับ วิธีการง่ายๆ คุณก็เขียน research proposal เนื้อหาตามหัวข้อต่อไปนี้ แล้วก็ไปยื่นให้สาวอ่านก็จบครับ ใครใคร่เขียนภาษาอะไร ก็เอาเลยครับ

Topic: อะไรก็ได้ เช่น บทบาทของรักนิรันดร์ระหว่างชาย(ชื่อผู้ชาย)หญิง(ชื่อผู้หญิง) / Role of Eternal Love between (male's name) and (female's name)

Introduction/Background/Rational: เขียนไปเลยครับว่า ที่มาความรักเป็นยังไง มีอะไรนำมาถึงได้เจอกัน อะไรเป็นเหตุให้ต้องแต่งงาน (ข้อนี้สำคัญมากกก)

Hypothesis/Objective: เพื่ออะไรก็ว่าไป hypothesis ก็ล้อตาม objective ได้เลยครับ

Literature review: เขียนไปเลยว่าเคยทำอะไรร่วมกันบ้าง เช่นกินข้าวที่ไหนกันมาบ้าง ดูหนังเรื่องอะไร มีอะไรชอบตรงกัน

Materials and Methods: เรื่องวัสดุนี่ ถ้ากล้าเขียน แต่งไปแล้วถ้าไม่ได้ซื้อให้ตามที่เขียน ระวังงานเข้าน่ะครับ ฮาๆ เช่น แหวนเพชรกี่วงต่อเดือนก็ว่าไป วิธีการก็ เช่น จะทำตัวอย่างไร ดูแล ซักผ้าให้ ล้างจาน ขัดส้วม ซื้อของ พาไปหาของกิน สรุปคือ จะเป็นทาสรับใช้สาวอย่างไรก็ว่าไปครับ ฮาๆๆ

Expected Result: หัวข้อนี้คนที่เรียนปริญญาเอกหลายคน เวลาสอบ Qualifying Examination อาจต้องเขียน หรือเวลาขอทุนวิจัย บางที่อาจใช้คำว่า ผลที่คาดว่าจะได้รับ ก็เขียนต่อไปเลยว่า ผู้หญิงจะได้รับอะไร เช่น ความสุข ความอบอุ่น บลาๆๆ

References: เขียนไปเลยครับว่า เคยได้ของอะไรจากกันและกันบ้าง อะไรคือหลักฐานความรักของกันและกัน เช่น ตุ๊กตา ปลอกหมอน บลาๆๆ

Budget: เขียนไปเลยว่า งานชิ้นนี้ผู้หญิงไม่ต้องเสียเงิน เพราะผู้ชายจะเลี้ยงดูคุณเอง!!!

Time schedule: Time schedule จริงๆแล้วมันคือ เวลาที่คาดว่างาน(วิจัย)ชิ้นนี้จะเสร็จสิ้น ในกรณีนี้ เขียนไปเลยครับว่า ตลอดชีพ ถ้าผู้หญิงไม่สามารถ assume ได้ว่า คุณจะอยู่กับผู้หญิงตลอดไป ก็ไล่ให้ไปกินซุปไก่ แล้วไปนอนซ่ะ จริงๆเรื่องซุปไก่ อันนี้ผมล้อเล่นครับ ไม่ต้องไปกินก็ได้ครับ กินไปแล้วเผลอๆ...(ละไว้ดีกว่า แอบจิกกัด ฮาๆๆ)

สุดท้ายมันจะต้องมีช่องลายเซ็น ก็ทำไว้สองช่องครับ ช่องแรกคือ ชื่อของผู้ชาย ก็เซ็นไปล่วงหน้าเลย (อาจจะเขียนตำแหน่งก็ได้ครับ ระบุไปเลยว่า "ทาส") อีกช่องก็ของผู้หญิงเว้นไว้ให้เซ็น (ตำแหน่งก็ระบุไปว่า "เจ้านาย") ถ้าผู้หญิงเซ็นก็ happy ending แต่ถ้าไม่เซ็น ก็เงิบครับ ตัวใครตัวมัน ฮาๆๆ

ปล. หลังจากแต่งงานไปแล้ว ใครอยากเขียนรายงานประจำปี หรือเขียนออกมาเป็นเปเปอร์ก็ได้น่ะครับ เผื่อลูกๆโตขึ้นมาอ่าน จะได้รับแรงบันดาลใจกลายเป็นบุคคลสายวิชาการระดับโลก ฮาๆๆ

เทคนิคการขอสาวแต่งงานแบบเนียนๆ #2 ลายเซ็น

คำชี้แจงเบื่องต้น:
ไม่มีอะไรมาก ขอแค่ผู้หญิงอย่ากำลังเครียดพอ

ช: เธอๆ เราขอลายเซ็นเธอหน่อยได้ป่าว
ญ: ได้ๆ (ถ้าผู้หญิงไม่ให้ ก็อาจเงิบ ไม่ก็ตื้อขอต่อไป)
ช: จริงน่ะ! ได้จริงๆน่ะ!! (ควรจะถามย้ำอีกรอบ เสียงก็เพิ่ม volume ไปด้วย)
ญ: จริงสิ! (ตามหลัก ผมว่าผู้หญิงคงเกิดอาการ เริ่มจะหงุดหงิด เสียงอาจดังขึ้นด้วย)
ช: งั้นเดี๋ยวเธอว่าง ช่วยไปเซ็นทะเบียนสมรสของพวกเราได้ป่าว (ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากไปเลย หึหึ อันนี้จิตวิทยาเค้าบอกว่า ถ้ายิ้มข้างเดียวมันจะดูไม่จริงใจ/ทะเล้น/เจ้าเล่ห์ มากกว่าการยิ้มปากฉีก ไม่รู้จริงหรือป่าวน่ะ)
ญ: ...(ผู้หญิงจะตอบว่าอะไรผมไม่รู้น่ะ ไปลุ้นกันเอาเอง ฮาๆๆ)

เทคนิคการขอสาวแต่งงานแบบเนียนๆ #1 แหกปาก

คำชี้แจงเบื่องต้น:
ผู้ชายมองหาสถานที่ที่เหมาะสมไว้แล้ว เช่น ยอดตึก บนสะพาน หรือระหว่างที่ไปเที่ยวที่ไหนซักแห่งด้วยกัน วิธีนี้ผู้คนไม่ใช่อุปสรรค ขอแค่ให้มีที่ไว้แหกปากพอ ผู้หญิงที่ผู้ชายจะไปขอ ควรจะเป็นพวกมีอารมณ์ขำบ้าง มีลูกบ้าพอสมควร แต่ถ้าเรียบร้อยมากๆ แบบกุลสตรีในนิยายไทย วิธีนี้อาจไม่ได้ผล

เมื่อมีสถานที่ในใจที่เตรียมไว้แล้ว ก็ลงมือตามวิธีการต่อไปนี้

ช: เธอๆ เคยดูหนังเกาหลีป่าว ที่เวลาเค้าเครียดๆหรือเบื่อๆ เค้าไปแหกปากบนยอดตึก/สะพานกันอะ
ญ: เคยดิ/ไม่เคยอะ (ผู้หญิงจะตอบเคยหรือไม่เคยไม่เป็นไร ถ้าไม่เคย ก็อธิบายไปว่า มันคือการตะโกนดังๆ เหมือนเป็นการระบายความเครียด)
ช: งั้นพวกเราลองไปตะโกนด้วยกันม่ะ
ญ: เอาสิ/ไม่ไป (ถ้าผู้หญิงตอบไม่ ก็หาวิธีพา/ลากไปให้ได้)
ช: (เมื่อถึงสถานที่ที่เตรียมไว้ ผู้คนไม่ใช่ปัญหา ขอให้ดูกาลเทศะพอ แต่ในสถานที่ราชการคงไม่เหมาะเท่าไหร่ ผู้ชายบอกผู้หญิงว่า เดี๋ยวทำให้ดูก่อน แล้วทำตามน่ะ) แหกปากนำไปเลยครับ อ๊ากกก/ว๊ากกก/พ่องเมิงตายยย/ไอ้เชรี้ยยย/อะไรก็ได้ แหกปากเข้าไป
ญ: อ๊ากกก/ว๊ากกก/บลาๆๆ
ช: ชื่อผู้หญิง ผมร๊ากคุณณณ! แต่งงานกัยผมเถอะ!!! (คนไม่ใช่ปัญหาครับ คิดว่าเป็นพยานรัก)
ญ: ...(ผู้หญิงจะตอบว่าอะไรผมไม่รู้น่ะ ไปลุ้นกันเอาเอง ฮาๆๆ)

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

ธรรม #6 เมตตา

"พอเรามีคุณธรรมเกิดขึ้นในใจ คือมีเมตตาขึ้นมา เราก็อยากให้คนอื่นมีความสุข เช่นอยากให้ลูกมีความสุข พอเราให้แก่ลูก เราก็มีความสุข ทีนี้ขยายออกไป เรารักคนอื่น รักสามี รักภรรยา รักพี่ รักน้อง รักเพื่อนฝูง ยิ่งเรารักจริงขยายกว้างออกไปเท่าไร เราก็อยากให้คนทั่วไปมีความสุขเพิ่มขึ้นเท่านั้น พอเราให้เขาเราก็มีความสุข เพราะเราทำให้เขามีความสุขได้ เราก็มีความสุขด้วย ความสุขของเรากับความสุขของเขาเนื่องกัน ประสานเป็นอันเดียวกัน"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 56

ธรรม #5 รักแท้

"ความรักแท้ คืออะไร คือความอยากให้คนอื่นมีความสุข และอยากทำให้เขามีความสุข ตรงข้ามกับความรักเทียมที่อยากได้อยากเอาคนอื่นมาทำให้ตัวมีความสุข

ความรักแท้นั้นจะเห็นได้จากตัวอย่างง่ายๆ คือ พ่อแม่ พ่อแม่รักลูกก็คืออยากให้ลูกมีความสุข ความสุขของคนทั่วไปนั้นบอกว่าต้องได้ต้องเอาจึงจะมีความสุข แต่พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องได้ความสุขจากการได้หรือการเอา พ่อแม่ให้แก่ลูกก็มีความสุข"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 55

ธรรม #4 ลาภยศ & อำนาจ

"ลาภยศเป็นต้นเกิดแก่คนที่เป็นบัณฑิต มีแต่เป็นประโยชน์ เพราะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้แผ่ขยายกว้างขวางออกไปเกื้อกูลแก่สังคม และทำชีวิตให้พัฒนาขึ้น

แต่ถ้าทรัพย์และอำนาจเกิดแก่ผู้ที่ไม่รู้เท่าทัน มีความลุ่มหลงละเลิงมัวเมา ก็กลับกลายเป็นโทษแก่ชีวิตของตนเอง และเป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่นไป ซึ่งก็เป็นผลเสียแก่ตนเองในระยะยาวด้วย"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 45

ความสุข?

มีคนถามเราว่า เรามีความสุขบ้างไหม?

เราตอบไปว่า เราไม่อยากยึดติดกับความสุข ความสุขก็เหมือนกับความทุกข์ สุดท้ายมันก็ดับไป เพราะมันคือ อนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จริงๆแล้ว เรามีหรือไม่มีความสุข...

Quote by Thien #10

ถ้าความรักคือความรักจริงๆ เราคงไม่ต้องทำอะไรมาก ก็สามารถเข้าใจกันได้

Quote by Thien #9

ถ้าคนเราเกิดมาเพราะความรัก รักแท้ที่ทุกคนมีคือ รักแท้ของพ่อแม่

Quote by Thien #8

ให้คิดว่าความรักคือโบนัส จะมีหรือไม่มี ชีวิตก็ดำเนินต่อไป แต่ถ้าคิดว่าความรักคือสิ่งจำเป็นในชีวิต ยามที่ขาดมัน ชีวิตมันจะดำเนินต่อไปไม่ได้

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

เรื่องน่าปวดหัว #1

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม เวลามีไอเดียดีๆ คิดอะไรดีๆได้ เช่น พวก research topic วิธีในการแก้ปัญหาต่างๆ บทความ คำคม แง่คิด ฯลฯ มันจะต้องอยู่ในห้องน้ำด้วย!!!

กระดาษก็ไม่มี ปากกาก็ไม่มี คอมก็ไม่มี มีแต่น้ำ เฮ้อ...

Quote by Thien #7

If you do not release your sadness, you cannot find your happiness.

Quote by Thien #6

You cannot deny fate. If you do not believe it, nothing happens...

Quote by Thien #5

You will need the destiny for your true love.

Quote by Thien #4

True love needs two souls together.

Quote by Thien #3

ความรักคือดวงจันทร์ ถึงแม้เราจะอยู่ห่างไกลกัน แต่เราก็สามารถเห็นดวงจันทร์ดวงเดียวกันได้

Quote by Thien #2

ความรักจะอยู่ยั่งยืน ไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แต่เป็นสิ่งที่เหมาสมที่สุดกับตัวเอง

Quote by Thien #1

สิ่งที่เหลือทิ้งไว้หลังจากอกหัก คือสิ่งที่เรียกว่า "บทเรียนชีวิต"

นิยาย แสงแดดที่สิ้นหวังและดวงจันทร์ที่เสียใจ (Hopeless Sunshine & Moon of Sadness)

Genre: Sci-Fi, Fantasy, Drama 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแสงแดดอ่อนๆ (Sunshine) ที่คอยเฝ้าดูโลกมนุษย์ หน้าที่หลักของแสงคือ คอยให้ความอบอุ่นและความหวังแก่มวลมนุษย์ เมื่อเวลาผ่านไป แสงเกิดความผูกพันและหลงรักมนุษย์ จึงอยากอยู่กับมนุษย์ทั้งวันทั้งคืน แต่แสงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ในหนึ่งวัน แสงมีเวลาอยู่กับมนุษย์แค่ตอนเช้าจนถึงตอนเย็นเท่านั้น ยามที่แสงมองมนุษย์ที่ตนหลงรัก ทุกๆวัน แสงจะเศร้าใจมาก เพราะแสงมองเห็นปัญหาและความวุ่นวายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องรัก โลภ โกรธ หลง เมื่อแสงได้รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ แสงจึงยิ่งอยากทำหน้าที่ให้ความหวังและความอบอุ่นแก่มนุษย์ตลอดวัน แต่แสงก็รู้ข้อจำกัดของตนดี

แสงครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อหมดหน้าที่ในตอนเย็น แสงจึงออกเดินทางในจักรวาลอันกว้างใหญ่ เพื่อค้นหาวิธีที่จะทำให้ได้อยู่กับมนุษย์ตลอดวัน แสงได้พบกับหมู่ดวงดาวมากมาย แต่ดวงดาวเหล่านั้น ก็ไม่สามารถช่วยเหลือแสงได้เลย ยิ่งแสงเดินทางไกลเท่าไหร่ แสงที่คอยแต่ให้ความหวังก็ต้องหมดหวังเสียเอง แสงจึงถอดใจและเดินทางกลับ เพื่อที่จะได้ดูมนุษย์เป็นครั้งสุดท้ายในวันนั้น...

ดวงจันทร์ (Moon) มีหน้าที่เฝ้าดูมนุษย์เช่นเดียวกับแสง  หน้าที่หลักของดวงจันทร์คือ ให้ความหนาวเย็นและความหวาดกลัวแก่มวลมนุษย์ แท้จริงแล้ว ดวงจันทร์อยากให้ความอบอุ่นแก่มนุษย์มากกว่าการที่ต้องรับหน้าที่ให้ความหนาวเหน็บ ดวงจันทร์ที่หลงรักมนุษย์จึงไม่อยากทำหน้าที่นี้ เพราะดวงจันทร์ไม่อยากให้มนุษย์กลัวตน แต่ด้วยหน้าที่ที่ได้รับมอบมาจากธรรมชาติผู้สร้าง ดวงจันทร์ไม่สามารถละเลยหน้าที่ได้ กฏของธรรมชาติผู้สร้าง กำหนดว่า ทุกอย่างต้องสมดุล มีความอบอุ่นก็ต้องมีความหนาวเย็น ดวงจันทร์ครั้งหนึ่งเคยละเลยต่อหน้าที่นั้น เพราะทนไม่ได้ที่ต้องเห็นมนุษย์หวาดกลัวเวลามองมาที่ตน ดวงจันทร์จึงหนีไปยังที่ไกลแสนไกล

ธรรมชาติผู้สร้างเห็นว่าดวงจันทร์ละเลยต่อหน้าที่ จึงลงโทษด้วยการทำให้ดวงจันทร์เสียโฉมเป็นหลุมเป็นบ่อขึ้น และยังบันดาลให้ดวงจันทร์ต้องอยู่กับมนุษย์ตลอดไป เพื่อให้มนุษย์ยิ่งหวาดกลัวต่อหลุมบ่อบนพื้นผิวของดวงจันทร์ ดวงจันทร์เสียใจมาก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จากที่ดวงจันทร์เคยมีดวงดาวต่างๆเป็นเพื่อน เมื่อดวงจันทร์ถูกลงโทษ ดวงดาวต่างๆจึงหวาดกลัวที่จะต้องเป็นเพื่อนกับดวงจันทร์ ผู้ซึ่งกล้าขัดคำสั่งของธรรมชาติผู้สร้าง เวลาผ่านไป ดวงจันทร์จึงต้องอยู่โดดเดี่ยวอ้างว้างด้วยความเหงาในจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล...

เมื่อแสงเดินทางผ่านโลกในช่วงพลบค่ำ แสงที่กำลังถอดใจได้พบดวงจันทร์ที่กำลังเสียใจ บรู้มมม ม ม กลายเป็นโกโก้ครั้นช์!!! (ไม่ใช่แร๊ะ) เมื่อแสงได้พบกับดวงจันทร์ แสงพบว่าดวงจันทร์สามารถสะท้อนแสงของตนได้ ตลอดมาแสงไม่เคยรับรู้เลยว่า ในอีกครึ่งหนึ่งของวัน จะมีดวงจันทร์ที่คอยเฝ้าดูมวลมนุษย์เช่นเดียวกัน แสงรู้ว่าดวงจันทร์รักมนุษย์เช่นเดียวกับตน จึงชวนดวงจันทร์ทำพันธะสัญญาร่วมกัน (MOU?) ใจความว่า

"เมื่อยามที่แสงไม่สามารถอยู่เฝ้าดูมวลมนุษย์ได้ ดวงจันทร์จะต้องถ่ายทอดเจตนารมณ์ของแสง รวมถึงความอบอุ่นและความหวังแก่มวลมนุษย์ ยามที่มนุษย์ต้องการความหวังและความอบอุ่น เมื่อมนุษย์มองมาที่ดวงจันทร์ที่มีแสงแห่งความอบอุ่นและความหวังห่อหุ้ม มนุษย์จะสามารถก้าวต่อไปได้ นับจากนี้ จะไม่มีดวงจันทร์ที่หนาวเหน็บอีกแล้ว  ดวงจันทร์จะไม่ต้องอยู่โดดเดี่ยว เพราะแสงจะอยู่เป็นเพื่อนกับดวงจันทร์ตลอดไป"

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ดวงจันทร์จึงคอยทำหน้าที่สะท้อนแสงแห่งความหวังและความอบอุ่นให้แก่มวลมนุษย์ตลอดไป...

"Three grand essentials to happiness in this life are something to do, something to love, and something to hope for."
- Joseph Addison

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

ธรรม #3 มองตามคุณค่า & ลงทุนแบบเน้นคุณค่า

"ประโยชน์สุขที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้นได้ จิตใจต้องมีอิสรภาพ

การตั้งหลักในใจ เพื่อเป็นจุดเริ่มให้ปัญญามานำจิต หรือเพื่อให้จิตเข้าสู่กระแสปัญญา อีกวิธีหนึ่ง คือการมองตามคุณค่า หมายความว่า เมื่อพบเห็นเจอะเจอหรือเกี่ยวข้องกับบุคคล สิ่งหรือสถานการณ์ใดๆ ก็ไม่ให้มองตามชอบใจไม่ชอบใจของตัวเรา แต่มองดูคุณโทษ ข้อดีข้อเสีย และประโยชน์ที่จะเอามาใช้ให้ได้จากสิ่งหรือบุคคลนั้น"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 39

ผมอ่านประโยคนี้ของท่านแล้วผมนึกถึงนักลงทุนแนวหนึ่ง ซึ่งคนที่อยู่ในสายการลงทุนน่าจะคุ้นเคยดี ที่เค้าเรียกว่า นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ผมคิดว่าหลักการธรรมข้อนี้ เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับการลงทุนแบบ VI ได้ดี เนื่องจากนิยามหรือหลักการมันคล้ายกัน ที่เราจะต้องวิเคราะห์ตั้งแต่ หน่วยลงทุนพื้นฐาน สัดส่วนทางการเงิน งบประมาณของบริษัท ฯลฯ คือเรียกง่ายๆว่า ดูมันทุกอย่าง เท่าที่เราจะหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนนั้นได้ ซึ่งเราจะไม่ใช่อารมณ์เป็นตัวตัดสิน แต่ใช้ปัญญาหรือสมองล้วนๆในการตัดสินใจ

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

ธรรม #2 ปัญญา & มองตามเหตุปัจจัย

"สำหรับชาวพุทธจะไม่เอาความชอบใจไม่ชอบใจหรือความชอบชังของตัณหามาเป็นตัวตัดสิน เป็นตัวนำวิถีชีวิต หรือเป็นตัวบงการพฤติกรรม แต่เอาปัญญามานำ การที่จะเอาปัญญามานำนั้น ถ้าเรายังไม่มีปัญญาพอ หรือยังไม่ชำนาญ ก็ตั้งหลักในใจก่อน คือตั้งหลักที่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้แก่ปัญญา

วิธีตั้งหลักในเมื่อยังไม่มีปัญญาพอ ก็คือ ทำเป็นคติไว้ในใจ เวลาเกิดอะไร เจออะไร บอกใจว่า "มองตามเหตุปัจจัยนะ" พอทำอย่างนี้ปัญหาหมดไปตั้งครึ่งตั้งค่อนเลย เช่น คนมีทุกข์หรือคนจะโกรธ พอบอกว่ามองตามเหตุปัจจัยเท่านั้นแหละ ความทุกข์หรือความโกรธก็สะดุดชะงักหรือลดลงไปเลย

เพราะฉะนั้น เราประสบปัญหาอะไร เจอสถานการณ์อะไร แม้แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ให้เราตั้งใจวางท่าทีไว้ว่า "มองตามเหตุปัจจัยนะ" พอมองตามเหตุปัจจัย เราก็ต้องใช้ปัญญาคิดพิจารณาปัญญาก็เริ่มต้นทำงาน กิเลสและความทุกข์ก็ถูกกันออกไป เข้ามาไม่ได้

แต่ถ้าเราไม่มองตามเหตุปัจจัย เราก็จะมองด้วยความชอบชัง พอมองตามความชอบชัง ปัญหาก็เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เป็นความกระทบกระทั่งบีบคั้นปะทะกัน ขุ่นมัว หรือตื่นเต้นลิงโลดหลงใหลไปตาม แล้วปัญหานั้นก็จะขยายออกมาข้างนอกด้วย"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 38

ธรรม #1 วันเกิด

"คนที่ยังไม่ได้เกิดเป็นพ่อแม่ พอมีลูกเกิด ตัวเองก็เกิดเป็นพ่อเป็นแม่ทันที เพราะฉะนั้นวันเกิดของเรา จึงเป็นวันเกิดของคุณพ่อคุณแม่ด้วย ด้วยเหตนั้น วันเกิดนี้ในแง่หนึ่งจึงเป็นวันที่ระลึกถึงบิดามารดา และจะเป็นตัวเชื่อมให้เรามีความผูกพันกับท่านผู้ให้กำเนิด แล้วก็จะมีความสุขร่วมกัน"

ป. อ. ปยุตฺโต จากหนังสือ ชีวิตที่สร้างสรรค์ สดใส และ สุขสันต์ หน้า 8

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

งานวิจัย FAQ #1 ขั้นตอนคร่าวๆในการทำงานวิจัย

คำถาม: สมมุติเราจะทำวิจัยหรือการทดลองอะไรสักอย่างเพื่อตีพิมพ์ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่างานที่ทำอยู่นั้นๆจะไม่มีผู้ค้นพบหรือมีคนทำมาก่อนแล้ว

หลายคนอาจจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จะตอบคำถามด้านบนอย่างไร ผมจะตอบคร่าวๆในแบบของผมให้ฟังครับ

คำตอบ: ก่อนอื่น สมมุติเราสนใจในการทำวิจัยหรือการทดลองเรื่องใด เมื่อเราได้ คำถามวิจัย (research question) หรือพูดภาษาบ้านๆก็คือเรื่องที่เราสงสัย (ส่วน hypothesis หรือ objective คาดว่าน่าจะรู้จักอยู่แล้ว ขอไม่พูดถึง) ง่ายๆให้เราเอาคำสำคัญ (keyword) ในคำถามวิจัยนั้นๆไปค้นหาในฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานของเรา เช่น สมมุติว่างานวิจัยเราเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็อาจลองค้นหาในฐานข้อมูล เช่น

Index Medicus/MEDLINE (NLM) แต่เห็นชอบเรียก PubMed กัน
Science Citation Index (Thomson Reuters) อันนี้น่าจะคุ้นๆกับคำว่า ISI
Embase (Elsevier) อันนี้น่าจะคุ้นๆกับคำว่า ScienceDirect มากกว่า
Scopus เป็นต้น

ซึ่งเราจะต้องทำการทบทวนวรรณกรรม (literature reviews) เพื่อประมวลผลว่าความรู้ในด้านนั้นๆไปถึงไหนแล้ว แนะนำว่าใช้เวลาในขั้นตอนนี้เยอะๆครับ เพราะมันจะทำให้เราได้ความรู้ และอาจเห็นข้อผิดพลาดในงานวิจัยก่อนหน้า ซึ่งจะทำให้เราเห็นโอกาสที่จะต่อยอดหรือพัฒนางานด้านนั้นๆให้ดีขึ้น ถ้าพบว่าไอเดียของเราซ้ำกับเค้า ก็ต้องหาทางต่อยอดหรือทำไงก็ได้ให้มันมีความใหม่ แล้วก็ร่าง proposal (อ่านเล่นๆขำๆว่า"โพรโพสเศร้า"เพราะตอนเขียนมันเศร้า ฮาๆ) ซึ่งถ้าเราไม่มีเงินวิจัย เราก็ต้องเอา proposal เนี่ยแหล่ะ เพื่อไปขอทุนวิจัย ถ้ากรรมการ/ผู้ทรงคุณวุฒิในการให้ทุนเห็นว่างานวิจัยมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จ (ถ้าจำไม่ผิดเค้าจะมีเกณฑ์ให้คะแนนที่เรียกว่า feasibility) เค้าก็จะให้เงินทุนไปทำวิจัยนั้นๆ โดยหลักการแล้ว เราจะต้องทำการทดลองตาม proposal ที่เสนอไป แต่โดยภาคปฏิบัติ อันนี้ผมขอไม่พูดถึง ฮาๆ เมื่อทำการทดลองสิ้นสุดก็เอาไปตีพิมพ์ ปิดทุน patent อะไรก็ว่าไปครับ

อนึ่ง ถ้าทำการทบทวนวรรณกรรมมาดี โอกาสที่งานเราจะซ้ำกับคนอื่นจะน้อยลงครับ (ย้ำว่าน้อย แต่ไม่ใช่ไม่มีน่ะครับ) นอกจากจะ jackpot จริงๆ เช่น กรณีที่กลุ้มวิจัยกลุ้มอื่นๆดันสนใจด้านเดียวกับเรา แต่ดันส่งตีพิมพ์ได้เร็วกว่าเรา กรณีนี้เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากปรับแก้งานวิจัยของเราให้มันมีอะไรซักอย่างที่เหมาะสมแก่การตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในด้านนั้นๆ (เรื่องตีพิมพ์ตัดหน้า เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ครับ เห็นพอสมควรครับ ถ้ารู้จักผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยผ่านงานวิจัยมาก่อน ให้เค้าช่วยเล่าประสบการณ์ มันจะดีกว่าที่ผมเล่าให้ฟังครับ)

ที่เล่ามาก็คือวิธีการคร่าวๆที่ผมพอจะนึกออกครับ ใครพบว่าผิดพลาดประการใดก็ช่วยเสริมเติมแต่งเพื่อความสมบูรณ์ได้ครับ

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

สุภาษิตและคำพังเพย #1 ยิงปืน

วันนี้ขอเสนอคำว่า ยิงปืนนัดเดียว...ดัง ปัง! ยิงปืนสองนัดดัง ปัง!ปัง ! ยิงปืนสามนัด เอ้ยยย ไม่ใช่แร๊ะ จริงๆคือ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว"

ตัวอย่างเหตุการณ์ เช่น มีผู้ชายไปจีบผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ปรากฏว่าเพื่อนของผู้หญิงคนนั้นก็น่าจีบไม่แพ้กัน สุดท้ายเลยจีบสองคนเลย อิอิ ตามสโลแกนของน้องพลับ ขอสอง (ว่าแต่ยุคนี้จะมีใครรู้จักน้องพลับป่าวหว่าาา?)

ปล. อันนี้เรามั่วน่ะ ความหมายที่แท้จริง google เถอะ plz
ปล.1 ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่เราน่ะ ยกตัวอย่างขึ้นมาเฉยๆ

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการทำความรู้จักชายหญิงแบบเนียนๆ #1 เทศกาลสงกรานต์

~ อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ~
ผ้าเช็ดหน้า: เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีติดตัวอยู่แล้ว (เราก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่พกผ้าเช็ดหน้าเป็นปกติอยู่แล้ว) คิดว่าผู้หญิงก็คงมีอยู่แล้วแหล่ะ (มั้ง)

แล้วก็ทำตามวิธีการดังต่อไปนี้...

"ช่วยเก็บผ้าเช็ดหน้าของฉันหน่อยได้ไหม เพราะฉันทำมันตก ตกลงพร้อมหัวใจ..." - โบ จ๊อยส์ Triumphs kingdom

ไม่ใช่แร๊ะ! อันนี้เป็นวิธีการที่เรียกว่า อ่อนหัด มีความตั้งใจ แต่ก็ยังอ่อนหัด!

ก่อนอื่นเลยก็ต้อง

~ หาเป้าหมาย ~
จะขอแยกเป็นกรณีๆไป แยกตามเพศของตัวท่านเอง เพื่อให้เข้าใจง่ายๆว่า ท่านจะต้องทำตัวยังไงกับเพศที่ท่านสนใจ

1. ตัวท่านเป็นผู้หญิง: คุณผู้หญิงครับ คุณไม่ต้องทำไรมาก แค่เล็งหาเป้าหมายให้เจอ แล้วก็ทำใจ เตรียมใจกล้าๆบุกไปคุยกับผู้ชายในขั้นตอนต่อไปก็พอครับ

2. ตัวท่านเป็นผู้ชาย: อันนี้ง่าย แค่ท่านต้องเล็งเป้าหมาย อย่าให้ผู้หญิงรู้ตัวก็พอแล้ว ข้อนี้สำคัญ ผู้หญิงผู้ชายต่างกัน กรณีถ้าท่านเป็นหญิงจะเล็งหาผู้ชาย ถึงผู้ชายรู้ตัว ผู้ชายก็เฉยๆ น้อยมากที่จะรู้สึกหวาดกลัว แต่กลับกัน ถ้าท่านเป็นชายแล้วไปเล็งเป้าหมายเป็นผู้หญิง ถ้าผู้หญิงรู้ตัวว่ามีใครจ้องมอง ผู้หญิงส่วนมากอาจหวาดกลัวได้ ณ จุดๆนี้ ท่านก็อาจจะได้แห้วกระป๋องไปกินโดยไม่รู้ตัว ส่วนน้อยมากๆที่ผู้หญิงรู้ตัวแล้วจะไม่หวาดกลัวผู้ชาย อันนี้เราบอกได้เลยว่าแรร์ครับ เหมือนเป็นดั่ง G.I. Joe ไม่ก็ Lara Croft ก็มิปาน หักคอหมีได้ด้วยมือเดียว! (เราล้อเล่นน่ะ 555)

3. ตัวท่านเป็นเกย์/เก้งกวาง/นักขุดทอง: กรณีนี้ท่านต้องเปิด"เกย์ดาร์" เอ้ยยย เรดาร์ สแกนไปเลยครับท่าน! สแกนหาพวกเดียวกันกับท่าน

4. ตัวท่านเป็นกะเทย: กรณีนี้ท่านไม่ต้องทำอะไร ให้ใช้ "สัญชาตญาณ" ของท่านให้เป็นประโยชน์ เราเชื่อว่าสัญชาตญาณดิบในตัวท่านมีความร้อนแรงเหนือสิ่งอื่นใดบนโลกใบนี้แล้ว!

~ ประเมินสถานการณ์ ~
ตำราพิชัยสงครามของซุนวู เค้ากล่าวไว้ว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" ดังนั้นแล้ว สถานการณ์ในการจู่โจมที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดคือ "การโจมตีโดยที่เป้าหมายไม่ทันตั้งตัว" (อันนี้ซุนวูไม่ได้กล่าว เรากล่าวเอง ฮาๆ)

สืบเนื่องจากขั้นตอนก่อนหน้า เมื่อท่านพบเป้าหมายแล้ว ท่านก็ไม่ต้องทำอะไรแค่เดินอยู่ห่างๆ (อย่างห่วงๆ???) อย่าให้เค้าสังเกตเห็นจนน่าตกใจก็พอ แล้วระหว่างนั้นท่านก็เล่นแป้งไปตามปกติ ซึ่งก็แค่รอเวลาให้เค้าโดนปะแป้งเต็มหน้าของเค้าเท่านั้นเอง ท่านก็อาจจะเดินตามหลังอยู่ห่างๆก็ได้ ใกล้มากๆระวังเป้าหมายคิดว่าท่านเป็นพวกโรคจิตได้ อันนี้ก็เสี่ยงต่อการได้แห้วอีกกระป๋อง

~ ลงมือปฏิบัติการณ์ ~

ณ จุดๆนี้ เมื่อเป้าหมายโดนปะแป้งเต็มหน้า เค้าจะมองเห็นท่านหรือไม่ ท่านก็อย่าไปสน อย่าได้แคร์!!! Let it go, Let it Gooooo... อาศัยจังหวะช่วงชุลมุนเนี่ยแหล่ะ เตรียมผ้าเช็ดหน้าสะอาดๆให้พร้อม แล้วบุกประชิดเลย พร้อมกับใช้คำพูดตามแต่กรณีดังต่อไปนี้ อันนี้แยกตามเพศของเป้าหมาย (ขั้นนี้ เน้นย้ำว่า ท่าทางท่านต้องสุภาพ ใช้น้ำเสียงสุภาพเป็นมิตร)

1. เป้าหมายเป็นผู้ชาย: ท่านเป็นผู้หญิงต้องพูดว่า เธอ/คุณ/หล่อน! เลือกเอาคำใดคำหนึ่ง แต่เราขอแนะนำให้เรียกผู้ชายว่า หล่อน! เพราะโดยปกติผู้ชายที่ไปเล่นสงกรานต์เป็นพวกอารมณ์ดีสนุกสนานเฮฮาอยู่แล้ว เรียกว่า หล่อน! มันจะทำให้ผู้ชายอึ้ง แอบขำเล็กๆในใจ และอาจรู้สึกว่าผู้หญิงน่าสนใจ เพราะผู้ชายแท้ๆคงไม่มีใครเรียกเค้าว่าหลอน!แน่ๆ แต่ท่านกล้าเรียก! มันจะทำให้ท่านดูโดดเด่นกว่าผู้หญิงคนอื่นแน่ๆ ผู้ชายเฮฮาอารมณ์ดีมักชอบอะไรแปลกๆตลกๆ หลังจากเรียก "หล่อน!" ก็ตามด้วยประโยคว่า "ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป ให้เราช่วยเช็ดแป้งออกไหม เรากลัวมันจะเข้าตาแล้วจะแสบตาหน่ะ" ถ้าน้ำเสียงสุภาพ (ไม่นับที่เรียกว่าหล่อน!น่ะ) ผู้ชายยังไงก็ให้เช็ดอยู่แล้ว ผู้ชายถือตัวไม่มาเล่นสงกรานต์หรอก หลังจากเช็ดหน้าเบาๆ ท่านจะสานต่อยังไงก็เรื่องของท่าน เพราะมันคือโอกาสที่จะได้ชวนคุยหรือทำความรู้จักแล้ว

2. เป้าหมายเป็นผู้หญิง: ท่านต้องพูดว่า "คุณผู้หญิงครับ" เรียกคุณผู้หญิงจะดีกว่าเรียกผู้หญิงว่าคุณเฉยๆ (ให้คิดว่าตัวท่านเองเป็นสุภาพบุรุษจุฑาเทพก็ได้ แล้วก็เรียกไปเลย) "คุณผู้หญิงครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป ให้ผม/เราช่วยเช็ดแป้งออกไหมครับ ผม/เรากลัวมันจะเข้าตาแล้วจะแสบตาหน่ะครับ" (อย่าลืมคำว่า"ครับ"ต่อท้ายเสมอ) หลังจากนี้ถ้าผู้หญิงปฏิเสธก็อย่าไปเซ้าซี้ ถ้าผู้หญิงไม่ยอมให้เช็ดก็ถือว่าท่านกำลังทำวิจัยในหัวข้อ "วิธีง่ายๆในการได้แห้วกระป๋องในวันสงกรานต์" ก็ได้ แต่ถ้าผู้หญิงยอมให้เช็ด ก็มีข้อแนะนำง่ายๆคือ อย่าหื่น! อย่าหื่น!! และอย่าหื่น!!!

3. เป้าหมายเป็นเกย์/เก้งกวาง/นักขุดทอง: กรณีนี้ จริงๆแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องพูดว่าอะไร แต่เราเชื่อว่าถ้าเกย์ดาร์ของท่านมันได้ผลจริง มันคงไม่มีอะไรขวางกั้นมิตรภาพหรอกมั้ง

4. เป้าหมายเป็นผู้ชายที่ชอบกะเทย: อันนี้ก็เหมือนกัน คงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมั้ง เชื่อในสัญชาตญาณของท่านก็คงพอ ตามหลัก "เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ" ว่าแต่ใครมันกล่าวไว้ฟ่ะ???

~ เกล็ดเล็กๆ ~
ถ้าท่านมีเจตนาดี เราเชื่อว่า ท่านก็น่าจะได้มิตรภาพดีๆกลับมา

ถ้าได้แห้วกระป๋อง ก็ให้นึกเสียว่า อ่อนหัด! เอ้ยยย ให้นึกว่า แค่ได้มีโอกาสพูดคุย ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ดีแล้ว อย่าไปดูถูกตนเอง จงภูมิใจในตนเองที่กล้าทำในสิ่งที่ใจเรียกร้อง

ถ้าเจตนาไม่ดี เราเชื่อว่าสุดท้าย ท่านจะกรรมตามสนอง ถ้าไม่สนองในชาตินี้ ชาติหน้าก็อาจสนอง ผลของกรรมอาจตามติดไปหาคนที่ท่านรักด้วยก็ได้ ดังนั้นถ้ามีอกุศลกรรมเพราะใจดำมืด ก็ระวังกรรมมันตามทันน่ะ ดังนั้นแล้ว ไม่ควรเห็นผู้อื่นเป็นของเล่น!

~ ข้อควรระวัง ~
เนื่องจากในเทศกาลสงกรานต์นี้ มันจะมีพวกเด็กแว๊นและสก๊อยบางกลุ้มคิดว่าเป็นเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์ จะเกิดการรวมตัวโดยมิได้นัดหมาย (ยิ่งกว่า Full Moon Party อีก) ดังนั้นแล้ว เมื่อหาเป้าหมายพบแล้วก็อย่าลืมดูทางหนีทีไล่ไว้ด้วย เวลาโดนไล่ตรืบเพราะเข้าใจผิดคิดว่าท่านไปจีบแฟน/ผัว/เมีย ท่านจะได้ตั้งลำหนีทัน

ผ้าเช็ดหน้านี่ขอให้ระมัดระวังเรื่องความสะอาด อย่าเผลอไปสั่งน้ำมูกใส่ แล้วเอาไปเช็ดหน้าคนอื่นต่อ เดี๋ยวเค้าจะได้โปรตีนรวมสูตรเข้มข้นจากน้ำมูกไปแทน แต่ถ้าดันเผลอใช้ผ้าเช็ดหน้าเปื่อนน้ำมูกไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ให้ดูท่าทีของเค้า ถ้าเค้าทำท่าเหมือนมีไรผิดปกติ  ถ้าเราจะแถ ก็บอกไปเลยว่ามันคือกลิ่นฟีโรโมน!!! แล้วก็ตามด้วยสเต็ปเทพอ้างวิชาการอะไรก็ได้ไปมั่วๆเหมือนพวกขายตรง! แต่ถ้าเค้าทำท่าติดใจน้ำมูกของเราแล้ว อันนี้ก็ตัวใครตัวมัน... (ถ้ามีคนติดใจจริงๆนี่สยองโคตรๆ ริว จิตสัมผัสก็ช่วยท่านไม่ได้แล้วน่ะ บรึ๊ยๆ)

~ บทส่งท้าย ~
เทคนิคนี้ เราขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันถึงความสำเร็จ เราขอการันตีถึงผลสัมฤทธิ์จากประสบการณ์ตรงของเรา! จะบอกให้ฟังว่าตลอดชีวิตของเรา เราอกหักแค่สองครั้งเอง! คือ ครั้งแล้ว กับ ครั้งเล่า...

ตึงโป๊ะ!

จริงๆแล้วเทคนิคนี้ เราเคยคิดจะเอาไปใช้ตอนช่วงวัยว้าวุ่น น่าจะประมาณ ม.4 (สิบกว่าปีที่แล้ว) ช่วงวัยแรกแย้มแบบผ้าขาวบริสุทธิ์จะได้เล่นสงกรานต์ครั้งแรก เย้ๆ (ก่อนไปเล่นรู้สึกตื่นเต้น วี้ดว้ายกระตู้วู้) แต่ในความเป็นจริง ตอนนั้นคือเกือบโดนลากไปโซเดมาคอม โชคดีที่เพื่อนช่วยไว้ได้ทันเวลา (ไม่งั้นก็อาจจะได้รู้ใจตัวเองแล้ว เอ้ยยย!) ก็เลยทำให้เป็นโรคกลัวน้ำในเทศกาลสงกรานต์นับแต่นั้นเป็นต้นมา คือสรุปแล้วมันไม่ได้ใช้ในตอนนั้นนั่นเอง ตอนนี้เวลาก็ผ่านมานานแล้ว และคิดว่าก็คงไม่ได้ไปใช้กับใครอีกแล้ว แบบว่าแก่แล้วจะขึ้นคานหรือลงจากคานก็ขี้เกียจสนใจ ปล่อยให้โชคชะตามันทำหน้าที่ของมันดีกว่า จึงเผยแพร่ไว้ในบทความนี้เพื่อเป็นธรรมทาน เอ้ยยย เพื่ออะไรก็แล้วแต่ (ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาใส่ดี จริงๆคืออยากเขียนอะไรซักอย่างลง blog ฟิลลิ่งมันกำลังได้ 555)

ถ้าเทคนิคนี้มีใครนำไปใช้แล้วมันได้ผล ได้โปรดช่วยอุทิศส่วนกุศลมาให้เราด้วย (ไม่ใช่แร๊ะ) จริงๆแล้ว แอบหวังลึกๆว่าอานิสงส์จากการเผยแพร่บทความนี้ให้หนุ่มๆสาวๆได้รู้จักกัน จะช่วยส่งผลให้เราได้อยู่อย่างสงบในเทศกาลนี้เถิด อยากอยู่เงียบๆ อยากเล่นกีต้าร์ในคืนที่ดาวเต็มฟ้า อยากมองดวงจันทร์เต็มดวงอย่างสงบบ้าง เพราะทุกครั้งจะได้ยินแต่เสียงเพลงที่เปิดในงานโชว์เครื่องเสียง นึกว่าจะมีโคโยตี้มาเต้นแถวบ้าน (จะได้ไปดู O_o) คือมันหนวกหูสุดๆยิ่งกว่าห้องซ้อมอีก

สุดท้าย เราเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันไม่ว่าจะเพศใด ดังนั้นแล้ว ถ้าบทความนี้ทำให้ท่านรู้สึกถึงการลบหลู่ ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือความไม่เท่าเทียมกันของการเป็นมนุษย์ เราก็ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ถ้ามิตรภาพมันจะเกิด มันคงไม่เกี่ยวกับเพศหรอก มิตรภาพเป็นสิ่งสวยงาม มันคงไม่มีข้อจำกัดใดๆมาขวางกั้นได้

ปล.แต่ขอสาปแช่งผู้ชายที่คิดจะไปหลอกสาวๆในเทศกาลนี้ ขอให้เซ็กส์เสื่อม หมดสมรรถภาพ Erectile Dysfunction เป็นหมัน โดนขุดทอง ติดเชื้อ โดนมดกัดไข่ โดนยุงกัดที่ Glans Penis ต้องตัดอวัยวะ บ้านบรึ้ม!!!

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

ประสบการณ์สยอง #1 หนัง 4D ที่แท้จริง

28 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 22:00 นาฬิกา

ระหว่างกำลังดูหนังเรื่อง The Possession (2012) ซึ่งเป็นหนังแนวสยองขวัญ ปกติเวลาดูหนังจะปิดไฟในห้องเพื่อความคมชัดของภาพ เพราะจอมันสะท้อนเห็นเงาตัวเอง

ระหว่างดูไปประมาณครึ่งเรื่องก็ได้ยินเสียงเหมือนมีแมลงบินชนหน้าต่างแว่วมาทางด้านหลัง ปรีๆๆๆ พรึบๆๆๆ (ไม่รู้จะอธิบายเสียงยังไงเหมือนกัน) ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะที่บ้านแมลงเยอะเหมือนป่าอเมซอนอยู่แล้ว ก็ดูหนังต่อไป หนังมันก็เริ่มสยองขวัญขึ้นเรื่อยๆ แล้วในหนังแม่มก็ดันมีเหมือนผีเสื้อหรือแมลงอะไรซักอย่างด้วย ไอ้เราก็ไม่ถูกโฉลกกับแมลงหรือพวกทีมันอยู่ใน Class: Insecta อยู่แล้วเป็นทุนเดิม ตอนหนังใกล้จบที่มันกำลังจะทำพิธีไล่ปีศาจหรือผี เสียงแมลงบินชนหน้าต่างมันก็ถี่ขึ้น...ถี่ขึ้น ไม่รู้เราคิดไปเองหรือว่ามันหลอนจากหนังก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆเสียงมันอยู่ด้านหลังในห้องมืดๆ บอกได้เลยว่าขนลุก shift หาย...

ตอนแรกกะจะดูหนังให้จบก่อนแล้วค่อยไปหาต้นตอเสียงว่ามันมีแมลงติดในช่องหน้าต่างกับมุ้งลวดหรือไม่ เพราะหนังก็ใกล้จบแล้วเหลืออีกไม่กี่นาที แต่สุดท้ายทนความหลอนไม่ไหว เลยเปิดไฟแล้วลุกไปหาต้นต่อของเสียง เราก็มองไปที่หน้าต่างก็ยังไม่เจอแมลงมาเกาะหรือบินชน? คราวนี้ก็งงเต๊กดิ!!! เสียงมาจากไหน??? อยู่นิ่งๆก็ยังได้ยินเสียงอยู่ (นึกในใจ เชรี้ยแล้ว สาดดด อย่าบอกน่ะว่ากรูจะโดนผีหลอกแล้วจริงๆ) เลยไปตามพ่อมาช่วยฟังเสียง แต่พ่อดันบอกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย (คราวนี้ขนลุกหนักกว่าเดิมอีก) พ่อก็เดินออกไปจากห้อง เราก็อยู่คนเดียวอีก แล้วแม่มก็เสือกได้ยินเสียงขึ้นมาอีก (ตรูอยากจะกรี๊ดให้ลั่นบ้าน แสรดดด)

ทำอะไรไม่ถูกแล้ว ณ ตอนนี้ก็เลยลองมองไปที่หน้าต่างอีกครั้งว่ามีแมลงไหม แต่ก็ยังไม่เจออะไร เจอแต่ความว่างเปล่า... เราก็พยายามมองไปทั่วๆจากหน้าต่างเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วดูว่ามีอะไรตั้งอยู่ด้านหลังเราที่พอจะเป็นต้นกำเนิดเสียงได้บาง แล้วทันใดนั้นเราก็เจอต้นต่อของเสียง!!!

ปรีๆๆๆ พรึบๆๆๆ..................

แมลงสาปแม่มติดอยู่ในพัดลม! แล้วมันพยายามจะบินออกมาผ่านทางซี่ๆตรงกรอบของพัดลม แต่แม่มบินออกไม่ได้ (แม่มเข้าไปอยู่ในนั้นได้ไงฟ่ะ) สุดท้ายก็เลยยกพัดลมไปปัดมันออกไปในสวน...

บอกเลยนี่สิน่ะ หนังสยอง 4D ที่แท้จริง ที่บ้านตรูเอง ยังดี ไม่ใช่ผีหลอก เฮ้อออ อ อ ปิดแฟ้มคดี The X-Files ได้ซ่ะที (ไม่ใช่แร๊ะ)

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

รีวิว หนัง Justin and the Knights of Valour (2013) แบบหอยแครง (ลวกๆ)


การ์ตูนอนิเมชันจากสเปน Colorful ภาพสวยวิวสวยหลายฉากเลย เนื้อหาดี เพลงบรรเลงไพเราะ ดูได้เพลินๆ ถึงจะมีดาบฟันกันแต่ไม่มีเลือดน่ะ ภาษาอังกฤษฟังยากไปนิดในบางประโยค (หรือไม่ก็ภาษาอังกฤษของเรามันกากเอง) เป็นหนังครอบครัวเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกได้ ใครชอบ How to train your dragon ก็น่าจะชอบเรื่องนี้ด้วย

เราไม่เห็นคนพูดถึงการ์ตูนเรื่องนี้เลย เลยมาเขียนรีวิวคร่าวๆ เผื่อจะมีคนสนใจ เท่าที่หาดูยังไม่มีใครเขียนเป็นภาษาไทยเลย (หรือมีหว่า?)

ตอนแรกไม่คิดจะดูเพราะเหม็นขี้หน้าตัวเอก แต่พอได้ดูเท่านั้นแหล่ะ ก็ดูยาวเลย อารมณ์เดียวกับ How to train your dragon เด๊ะๆ

ปล. เปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักรีวิวหนังดีมั๊ยเนี่ย แล้วก็ไปตั้งเพจ "Ph.D. Review แบบหอยแครง (ลวกๆ)" ฮาๆๆ

ภาพประกอบจาก google

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

ไร้สาระ #2 กรี๊ดดด ด ด

(1) แมงมุม = เช๊อะ! เมิงทำไรตรูไม่ได้หรอก

(2) แมลงสาบ = หึ! เมิงตายยย ตรืบแม่มเลยยย

(1) + (2) จับมือแท็กทีมบุกประชิดพร้อมกัน = กรี๊ดดด ด ด อ๊ายยย ย ย แอร๊ยยย ย ย ช่วยนู๋ด้วยยย ย ย...

ไร้สาระ #1 3 หลักที่สำคัญในชีวิต

1. หลักการ ~ อันนี้เห็นได้บ่อยในพวกนักวิชาเกิน เอ้ยยย นักวิชาการ

2. หลักกรู ~ อันนี้ก็เห็นบ่อยในพวกนักวิชากรู ส่วนมากคนพวก 1. จะเถียงแพ้คนพวกนี้ หรือขี้เกียจไปเถียงสู้

3. (ปะ)หลักขิก ~ เอาไว้กู้โลก!

ตึงโป๊ะ!!!
(อนุญาตให้ facepalm ไว้อาลัย 3 นาที บะหมี่สุก)

ปล. จริงๆแล้วข้อ 3. เขียนให้ถูกต้องคือ "ปลัดขิก" ไม่งั้นอาจโดนอาจารย์แม่เล่นงานเอาได้น่ะ หุหุ
ปล.1 เตือนแล้วน่ะว่าไร้สาระ 555

Bye Bye My Dissertation


ผ่านมาตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งจะได้ไรท์เก็บ หวังว่าชีวิตนี้จะไม่ต้องหยิบมันมาเปิดอีกแล้วน่ะ เก็บยาวถึงรุ่นลูกเลย ฮาๆๆ

~~~ Dissertation ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้หลอกหลอนเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้ทำให้เราทุกข์กายทุกข์ใจอีกเลย
จงทำให้เรามีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจาก Dissertation และเจ้าก็จงหลับอยู่ในแฟ้มใส่แผ่นซีดี ตลอดไปเถิด เพี้ยงงง ง ง ~~~

นี่ตั้งใจแต่งให้มันเลยน่ะ 555

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

"อ่อนหัด มีความตั้งใจ แต่ก็อ่อนหัด"

"อ่อนหัด มีความตั้งใจ แต่ก็อ่อนหัด"
(ฮันมะ ยูจิโร จากการ์ตูนเรื่อง บากิ กล่าวไว้ ไม่ใช่ท่าน...น่ะครับ แหม่!)

จริงๆคำเหล่านี้มันเอาไว้ใช้เตือนตัวเองก็ดีน่ะ

เวลาที่เราพยายามทำอะไรเต็มที่แล้ว แต่ผลลัพธ์มันไม่ออกมาเป็นดังที่คาดไว้ เราก็เอาคำพูดนี้มาบอกตัวเอง เตือนตัวเอง

คำพูดนี้ฟังดูแล้วอาจเหมือนกับกำลังโดนดูถูกอยู่

ใช่แล้ว! เรากำลังจะเขาสู่โหมดการดูถูกตัวเราเอง

คนเราเวลาโดนดูถูก หลังจากนั้นจะมีการตอบสนองอยู่ 2 ลักษณะ 1.คือยอมรับสภาพที่โดนดูถูก แล้วก็ทำตัวเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 2.คือนำคำดูถูกเหล่านั้นมาพัฒนาศักยภาพของตัวเราเองให้ดียิ่งขึ้น

ใครอยากจะเลือกตัวเลือกแบบไหน สิทธิ์นั้นก็เป็นของคุณ!

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

เข็มทิศบนแผ่นที่ชีวิต

เราอาจจะเคยเจ็บปวดกับความรู้สึกที่ผิดหวัง เศร้า และเสียใจ

ประสบการณ์ต่างๆ บางครั้งตอนแรกเริ่ม เราอาจจะรู้สึกดีกับมัน แต่สุดท้าย เราอาจได้รับรู้ความจริงว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นแค่ภาพลวงตา

บ่อยครั้งที่ประสบการณ์เหล่านั้น ดูเหมือนจะเป็นประสบการณ์ที่เลวร้าย

ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งลวงตา เราอาจเจ็บใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเรามองในอีกมุมหนึ่ง เราควรจะยินดีที่ได้รับรู้ความจริง ควรฉลองให้กับตัวเองที่สามารถมองเห็นความจริงเหล่านั้น

ความผิดหวัง ถึงแม้มันจะน่าเจ็บใจ แต่ประสบการณ์เหล่านั้น มันจะเป็นบทเรียนที่ดี เป็นบทเรียนที่สอนให้เราได้เติบโตขึ่น

ประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดี สุดท้ายแล้วมันก็คือ เข็มทิศที่ช่วยนำพาเราให้เดินไปบนแผนที่ที่เรียกว่าชีวิตนั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

มุก #3 เจ้าบ่าว

ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ชายหลายคนถึงกลัวการแต่งงาน

จริงๆแล้วพวกเค้าไม่ได้กลัวการแต่งงานอะไรหรอก แต่ที่กลัวจริงๆคือ กลัวการเป็นเจ้าบ่าว!!!

เจ้าบ่าวมาจากคำว่า เจ้า+บ่าว
เจ้า แปลว่า ผู้ยิ่งใหญ่
บ่าว แปลว่า คนใช้
เจ้าบ่าว จึงแปลว่า คนใช้ผู้ยิ่งใหญ่!!!

สัจธรรมชีวิต #3 ความเจ็บป่วย

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557

เกิด แก่ เจ็บ ตาย

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ทำให้ผมได้ตระหนักถึงคำเหล่านี้อีกครั้ง ความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถหนีมันพ้นได้ คนหลายคนอาจไม่ชอบมัน แต่ในมุมมองของผม ผมกลับมองว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ให้เวลากับตัวเอง

ยามที่เจ็บป่วยเราจะรู้สึกทรมานมาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเรามีสติ เราจะสามารถรับรู้ได้ว่านี่คือความทุกข์ ในหลักไตรลักษณ์ มีคำว่าทุกขัง ความเจ็บป่วยจึงเป็นโอกาสอันดีที่เราสามารถใช้เพื่อซึมซับหลักธรรมได้ ในหลักไตรลักษณ์ยังมีอีกสองคำคือ อนิจจังและอนัตตาหรือความไม่เที่ยงและความไม่มีตัวตน ความเจ็บป่วยก็เช่นกัน สุดท้ายแล้วมันก็หายเจ็บได้ บางครั้งความเจ็บป่วยก็อาจนำมาซึ่งชีวิต แต่ผมก็ยังมองว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เพราะชีวิตเรามันไม่เที่ยง มีเกิดก็มีดับ เราไม่สามารถกำหนดวันตายที่แน่นอนได้ ถ้าเรารู้จักมรณสติ เราจะไม่กลัวตาย ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวจริงๆสำหรับผมแล้ว ผมว่ามันคือการตายไปโดยที่เรายังไม่ได้ทำความดีหรือทำประโยชน์ให้ผู้อื่นเสียมากกว่า

คนบางคนลุ่มหลงอำนาจ เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ยอมทำทุกอย่างเพื่อสิ่งเหล่านี้โดยไม่สนว่าถูกหรือผิด ผมอดคิดไม่ได้ว่าเวลาคนเหล่านี้เจ็บป่วย พวกเขายังต้องการสิ่งนอกกายเหล่านั้นอยู่อีกหรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้าเราทำแต่ความดี สิ่งเหล่านั้นจะมาหาเราเอง อีกทั้งการทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์ยังสามารถช่วยให้ห่างไกลจากโลภะ โทสะ และโมหะได้ด้วย ใครที่มัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับอำนาจ เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง คงไม่มีทางที่จะหนีจากโลภะ โทสะ และโมหะได้พ้น เจ้ามารน้อยๆ 3 ตัวนี้ถ้าเราไปยุ่งเกี่ยวกับมันเมื่อไหร่ ชีวิตคงหาความสุขสงบได้ยากยิ่งนัก ถ้าเราไม่รู้จะเริ่มศึกษาธรรมจากตรงไหน ก็อาจใช้วิธีที่ผมเขียนในนี้ก็ได้ ยามใดที่เราเจ็บป่วยเราสามารถเริ่มจากจุดนั้นได้ทันที บางครั้งการที่เราได้เข้าใจหลักธรรมในชั่วขณะนั้น มันอาจทำให้เรารู้จักตัวตนของเรามากขึ้นก็เป็นได้

จริงๆแล้วเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร... เราต้องการแสวงหาอะไรกันแน่... สิ่งเหล่านั้นทำให้เราได้พบกับความสงบสุขที่แท้จริงหรือไม่...

ถ้าเรามีสติ แม้ยามเจ็บป่วยก็เข้าใจหลักธรรมได้ ถ้าเราเข้าใจหลักธรรม ความเจ็บป่วยก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่า ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว เมื่อมีจิตใจที่แข็งแกร่งซึ่งผ่านการหล่อหลอมด้วยหลักธรรมแล้ว แม้จะเป็นความตายก็ไม่มีอะไรน่ากลัว

สุดท้ายนี้ ผมขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยจงช่วยปกปักคุ้มครองผู้ที่เกี่ยวข้องกับผมในวันนี้ ให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ห่างไกลจากความทุกข์ยากลำบาก รอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง ทำสิ่งใดก็สมปรารถนา  และมีความสุขสงบร่มเย็นในชีวิต

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เก็บกด #1 การ์ตูน 18+

การ์ตูนญี่ปุ่นบางเรื่องเนี่ยดีทุกอย่าง เนื้อหาดี เพลงเพราะ ภาพสวย ดีไปหมด แต่ข้อเสียคือ ทำไมต้อง 18+ ด้วยฟ่ะ!!! แสรดดด คนดูที่ต้องการเสพแฟนตาซี สนุกๆ ไม่เอาหื่นก็มีน่ะเว้ย ถ้าตรูอยากดู นม ดู XXX ตรูไปโหลด AV มาดูง่ายกว่ามั๊ย แม่ม อะไรๆก็นมๆๆ พอถึงฉากเสื่อม ก็โคตรเสื่อม พ่องเมิงหรา ตรูไม่ได้อยากกินนม ถ้าไม่มี 18+ ความสนุกก็ไม่หายไปเลย ความซึ้ง ดราม่าก็ยังเท่าเดิม แสรดด ถ้าไปตั้งว่า มั่นใจคนไทยเกินล้านคนไม่เอาการ์ตูนแฟนตาซี 18+ จะมีคนร่วมกันตรูมั๊ย? หรือว่าตรูจะเป็นพวกนอกคอกอยู่คนเดียว? เก็บกดว้อย ย ย